
ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ “Responsible AI” กุญแจสร้างเชื่อมั่น ดันไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ AI เปรียบเสมือน “เครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความเร็วสูง แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องมี “ธรรมาภิบาล AI” กำกับ พร้อมยกระดับความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นให้เป็นแต้มต่อการแข่งขันของไทย
KEY
POINTS
- ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้ว่า “Responsible AI” หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
- ความท้าทายของยุค AI ได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี ไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลเพื่อกำกับดูแลและกำหนดผู้รับผิดชอบต่อความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้น
- การสร้างความเชื่อมั่นใน AI ต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์ (Human Judgement) ในกระบวนการกำกับดูแล เพื่อให้สามารถตรวจสอบและตัดสินใจหยุดยั้งระบบเมื่อเกิดความเสี่ยง
- ในระดับประเทศ ไทยควรส่งเสริมการใช้ AI ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยี (AI Literacy) และจัดตั้งกลไกอย่าง AI Sandbox เพื่อทดสอบและพัฒนากฎเกณฑ์ที่เหมาะสม
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวแบ่งปันมุมมองในหัวข้อ “From Algorithmic Shock to Ethical Shift: Why Trust is the Currency of Thailand’s Digital Future” ภายในงาน GCNT EXPO 2026 “FROM SHOCK TO SHIFT – Sustainable Transition in a Fractured World” จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย โดยชี้ว่า ความท้าทายสำคัญของยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการวางระบบกำกับดูแลให้สามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
AI โตเร็ว จากต้นทุนลดลงมหาศาล
ซิกเว่ ระบุว่า การขยายตัวของ AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากต้นทุนการประมวลผลและฮาร์ดแวร์ที่ลดลง ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ AI เปลี่ยนจากเทคโนโลยีเพื่อการทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเร็วกว่าการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจาก Stanford AI Index ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลบนโมเดล GPT-3.5 ลดลงกว่า 280 เท่าในช่วงปี 2565-2567 ขณะที่ต้นทุนฮาร์ดแวร์ลดลงเฉลี่ย 30% ต่อปี และประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 40%
ปัจจัยดังกล่าวทำให้การใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 4 พันล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ใช้ AI เป็นประจำทุกเดือน ขณะที่ Generative AI มีอัตราการใช้งานแตะ 53% ภายในเวลาเพียง 3 ปี ซึ่งเร็วกว่าการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในช่วงเวลาเดียวกัน
โจทย์ AI เปลี่ยนจาก “เร็วแค่ไหน” สู่ “ใครรับผิดชอบ”
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ AI ถูกยกระดับจาก “เทคโนโลยีขั้นทดลอง” สู่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีศักยภาพเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน คำถามของภาคธุรกิจก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับความเร็วในการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ สู่คำถามด้านธรรมาภิบาลว่า “ใครต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบและความเสี่ยงที่เกิดจาก AI”
ซิกเว่ มองว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือ “ความไว้วางใจ” เพราะแม้ AI จะช่วยให้ธุรกิจให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น ขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ และลดงานซ้ำซ้อนของบุคลากร แต่หากไม่มีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่อคติของระบบ ข้อมูลบิดเบือน การละเมิดความเป็นส่วนตัว และความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย
เปิด “ช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ” ในยุค AI
อีกประเด็นสำคัญคือ Accountability Gap หรือช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการสร้างคอนเทนต์ ให้คำแนะนำ จัดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจ และดำเนินการแทนมนุษย์ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า AI ให้คำตอบถูกต้องหรือไม่ แต่รวมถึงว่า หากเกิดข้อผิดพลาด ใครเป็นผู้ตรวจสอบ ใครสามารถหยุดระบบ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหาย และใครสามารถอธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นได้
ผลสำรวจปี 2568 โดยมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นร่วมกับ KPMG จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 48,000 คน ใน 47 ประเทศ พบว่า 66% ของผู้ตอบใช้ AI ในชีวิตประจำวัน แต่มีเพียง 46% ที่เชื่อมั่นในผลลัพธ์ของ AI
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก Stanford AI Index ระบุว่า ผู้ใช้งานชาวไทยประมาณ 77% มองว่า AI มีประโยชน์มากกว่าโทษ สะท้อนว่าไทยมีฐานการเปิดรับเทคโนโลยีที่ดี แต่การยอมรับการใช้งานไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบโดยอัตโนมัติ
ซิกเว่ ระบุว่า การสร้างเศรษฐกิจ AI จึงต้องทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง และกำหนดให้ชัดเจนว่าเรื่องใดสามารถใช้ AI ได้ เรื่องใดมีความเสี่ยง และเมื่อใดที่ระบบมีความพร้อม
“Human Judgement” ทรัพยากรสำคัญยุค AI
หนึ่งในทรัพยากรสำคัญของทศวรรษนี้จึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือ Human Judgement หรือวิจารณญาณของมนุษย์ ซึ่งเป็นกลไกในการกำหนดกรอบปัญหา นิยามความสำเร็จ และกำหนดขอบเขตการใช้ AI
อย่างไรก็ตาม การมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการไม่ได้หมายความว่าจะเพียงใส่ชื่อผู้รับผิดชอบไว้ในเอกสาร แต่ต้องทำให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และมีอำนาจเพียงพอที่จะ “เหยียบเบรก” หรือเปลี่ยนทิศทางของระบบเมื่อพบความเสี่ยง
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่หลัก Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงสถาบันเพื่อให้การตัดสินใจของมนุษย์มีความชัดเจน สามารถตรวจสอบ และตั้งคำถามได้
OECD ชี้ธรรมาภิบาล AI ยังมีช่องว่าง
ข้อมูลจากรายงาน Digital Government Outlook 2026 ของ OECD ระบุว่า แม้เกือบทุกประเทศสมาชิกจะมีมาตรการกำกับดูแล AI อย่างน้อย 1 ด้าน แต่มีเพียง 39% ที่กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงก่อนนำ AI ไปใช้ในระบบ ขณะที่ 31% มีการตรวจสอบหลังการใช้งาน และมีเพียง 22% ที่เปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างกลไกเชิงนโยบายและกระบวนการกำกับดูแลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ทรู วางกรอบ Responsible AI คุมตั้งแต่ต้นน้ำ
สำหรับทรู ซิกเว่ระบุว่า บริษัทพยายามปิดช่องว่างดังกล่าวด้วยการวางกรอบธรรมาภิบาล AI ครอบคลุมตลอดวงจรการพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเริ่มจากแบบคัดกรองความเสี่ยง 7 ข้อ ซึ่งอ้างอิงหลักการและแนวปฏิบัติด้าน Responsible AI ในระดับสากล
โครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรืออาจส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก จะถูกจัดเป็นโครงการความเสี่ยงสูงโดยอัตโนมัติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ AI Council ซึ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข้อมูลและ AI เป็นประธาน และมีผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยร่วมพิจารณา
นอกจากนี้ ทรูยังประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย ทั้งสถานที่จัดเก็บข้อมูล (Data Residency) และการเข้ารหัสข้อมูล ขณะที่โมเดล Generative AI สำหรับกรณีใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องผ่านเกณฑ์ความแม่นยำสูงถึง 99% พร้อมกำหนดให้มีมนุษย์กำกับดูแลการตัดสินใจที่มีผลกระทบสำคัญ
คุมคู่ค้า ดัน Responsible AI เป็นเรื่องทั้งองค์กร
ซิกเว่ กล่าวว่า ปัจจุบัน 70% ของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของทรู เป็นการพัฒนาร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก บริษัทจึงกำหนดให้คู่ค้าต้องชี้แจงประเด็นด้านอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจร่วมกัน
การกำกับดูแลดังกล่าวทำให้ Responsible AI ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งองค์กร โดยต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความถูกต้อง”
ไทยต้องเร่ง AI ควบคู่ธรรมาภิบาล
ในระดับประเทศ ซิกเว่ระบุว่า ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติของไทยมีเป้าหมายสำคัญ ทั้งการพัฒนาบุคลากรด้าน AI มากกว่า 30,000 คน ผลักดันองค์กรอย่างน้อย 600 แห่งให้ใช้ AI และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมูลค่า 48,000 ล้านบาท ภายในปี 2570
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ควรมุ่งเพียงการเร่ง AI Adoption แต่ต้องเดินหน้าควบคู่กับ AI Literacy และธรรมาภิบาล เพื่อให้การขยายตัวของ AI เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าใจและความรับผิดชอบ
อีกกลไกที่จำเป็นคือ AI Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญสามารถทดลองใช้ AI ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ช่วยให้เกิดการรวบรวมหลักฐาน ระบุความเสี่ยง และปรับปรุงมาตรการป้องกันก่อนนำไปใช้งานในวงกว้าง
“ความเชื่อมั่น” สกุลเงินใหม่ของเศรษฐกิจ AI
ซิกเว่ ทิ้งท้ายว่า การสร้างเศรษฐกิจ AI เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนและจัดให้มีช่องทางเยียวยา ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อหลักฐานและผลลัพธ์จากการใช้ AI ขณะที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องดูแลความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่าย ข้อมูล และคู่ค้า ส่วนประชาชนต้องมีสิทธิตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของ AI ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
“หาก AI คือเครื่องยนต์ ธรรมาภิบาลก็คือพวงมาลัย” โดยการเดินทางไปถึงปลายทางอย่างปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรับผิดชอบ การเคารพกติกา และการสร้างความเชื่อมั่น
ภายใต้เศรษฐกิจ AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสกุลเงินสำคัญที่จะกำหนดว่าไทยจะสามารถใช้ศักยภาพของ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงใด







