
ตลาด Wearable โลก ทะลุ 32.5 ล้านล้านบาท AI ดัน Smart Glass โตแรง
Counterpoint Research คาดตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั่วโลกปี 2026-2032 โต12% ต่อปี สร้างรายได้สะสมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 32.5 ล้านล้านบาท ชี้AI สุขภาพ - Smart Glass แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดรอบใหม่
KEY
POINTS
- ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) ทั่วโลกคาดว่าจะมีรายได้สะสมมากกว่า 32.5 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2026-2032
- แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glass) เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
- แม้จะมีอุปกรณ์รูปแบบใหม่เกิดขึ้น แต่สมาร์ทวอทช์และหูฟังไร้สาย (TWS) จะยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ครองส่วนแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ของตลาด
ตลาดอุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้บริโภค หรือ Consumer Wearables กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ จากตลาดที่มีสมาร์ทวอทช์และหูฟังไร้สายเป็นหัวใจหลัก ไปสู่ยุคที่แว่นตาอัจฉริยะ แหวนอัจฉริยะ อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ รวมถึงอุปกรณ์ AI ที่สามารถสวมใส่ติดตัว เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ประเมินว่า ในช่วงปี 2026-2032 รายได้ของตลาด Consumer Wearables ทั่วโลกจะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ราว 12% และสร้างรายได้สะสมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.5 ล้านล้านบาท)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Wearable กำลังขยับจากการเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของสมาร์ทโฟน ไปสู่หนึ่งในตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีทั้ง AI สุขภาพ และระบบนิเวศดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน
สมาร์ทวอทช์-TWS ยังครองตลาดหลัก
แม้ผลิตภัณฑ์ Wearable รูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ สมาร์ทวอทช์และหูฟัง TWS ยังคงเป็นตลาดหลักในช่วงหลายปีข้างหน้า
Counterpoint Research คาดว่า สมาร์ทวอทช์และ TWS จะสร้างรายได้สะสมรวมกันในช่วงปี 2026-2032 ประมาณ 558,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18.14 ล้านล้านบาท)
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากฐานผู้ใช้งานเดิมที่มีขนาดใหญ่ ความต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ รวมถึงการเพิ่มฟังก์ชันด้านสุขภาพ การสื่อสาร และความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อินโฟกราฟิก Global Consumer IoT Wearables Tracker 2026 ของ Counterpoint ซึ่งแบ่งตลาดตามประเภทอุปกรณ์ในขอบเขตที่กว้างขึ้น ประเมินว่า กลุ่ม Hearables ซึ่งครอบคลุมทั้ง TWS และเครื่องช่วยฟังอัจฉริยะ จะมีมูลค่าตลาดสะสมสูงถึง 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11.7 ล้านล้านบาท)
ส่วน Smart Watch จะมีมูลค่าตลาดสะสมประมาณ 304,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.88 ล้านล้านบาท)
ดังนั้น ตัวเลข Hearables และ Smart Watch ในอินโฟกราฟิกเมื่อรวมกันจะสูงกว่าตัวเลข 558,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากหมวด Hearables ครอบคลุมผลิตภัณฑ์มากกว่า TWS เพียงอย่างเดียว
Smart Glass ขึ้นแท่นตลาดดาวรุ่ง
อีกหนึ่งกลุ่มที่ถูกจับตามองมากขึ้นคือ Eyewear ซึ่งครอบคลุม AR Glasses และ Smart Glass โดย Counterpoint ประเมินว่าตลอดช่วงปี 2026-2032 จะมีมูลค่าตลาดสะสมประมาณ 168,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.46 ล้านล้านบาท)
หากพิจารณาเฉพาะปี 2032 รายได้ของตลาด Smart Glasses คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของตลาดอุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้บริโภคทั้งหมดในปีดังกล่าว
การเติบโตของ Smart Glass สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อ AI สามารถทำงานร่วมกับกล้อง ไมโครโฟน เซ็นเซอร์ และข้อมูลบริบทของผู้ใช้งาน ทำให้แว่นตาอัจฉริยะมีโอกาสพัฒนาไปไกลกว่าการแสดงผลหรือถ่ายภาพ และกลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำหรับ AI ที่อยู่ติดตัวผู้ใช้งานตลอดวัน
Health Tech ดัน Wearable ใกล้ตัวผู้ใช้มากขึ้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดย Health Patches หรือแผ่นแปะติดตามสุขภาพ คาดว่าจะสร้างมูลค่าตลาดสะสมประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ Smart Ring หรือแหวนอัจฉริยะ มีมูลค่าตลาดสะสมประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท) และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตเร็ว
Counterpoint ระบุว่า บทบาทของ Wearable กำลังเปลี่ยนจากการนับก้าว การออกกำลังกาย หรือบันทึกกิจกรรมทั่วไป ไปสู่การติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Health Monitoring รวมถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
เมื่ออุปกรณ์สามารถเก็บข้อมูลจากร่างกายได้ต่อเนื่องมากขึ้น Wearable จึงมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม และเปิดทางให้ผู้ผลิตสร้างรายได้จากทั้งฮาร์ดแวร์ บริการ และแพลตฟอร์มสุขภาพในระยะยาว
AI Pendant ตลาดใหม่ที่ต้องจับตา
นอกเหนือจากอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ตลาดกำลังเกิดผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น AI Smart Pendant หรือจี้สร้อยคออัจฉริยะ ซึ่ง Counterpoint มองว่าเป็นอีกหนึ่งหมวดสินค้าที่มีศักยภาพเติบโตเร็ว
ประเมินว่าจี้สร้อยคอ หรือ Pendant จะมีมูลค่าตลาดสะสมช่วงปี 2026-2032 ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 780,000 ล้านบาท)
เท่ากับกลุ่ม Other Wearables ที่มีมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 780,000 ล้านบาท) เช่นกัน
ส่วนผลิตภัณฑ์ Wearable ประเภทอื่น ประกอบด้วย
- รองเท้าอัจฉริยะ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 585,000 ล้านบาท)
- Fitness Band แบบไม่มีหน้าจอ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 455,000 ล้านบาท)
- ถุงเท้าอัจฉริยะ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 227,500 ล้านบาท)
- เสื้อผ้าอัจฉริยะ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 97,500 ล้านบาท)
- เข็มขัดอัจฉริยะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,500 ล้านบาท)
เมื่อรวมมูลค่าของหมวดผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ Counterpoint คาดการณ์ไว้จะอยู่ที่ประมาณ 1.087 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35.33 ล้านล้านบาท) สะท้อนขนาดโอกาสของตลาด Consumer Wearables ที่กำลังขยายตัวไปในหลายรูปแบบพร้อมกัน
Wearable เปลี่ยนจากแข่งยอดขายสู่แข่ง “มูลค่า”
นักวิเคราะห์ของ Counterpoint Research มองว่า ตลาด Wearable กำลังเปลี่ยนเข้าสู่การเติบโตแบบ Value-driven หรือการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่า โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้มีแนวโน้มสูงกว่าการเติบโตของจำนวนเครื่องที่จัดส่ง
นั่นหมายความว่า การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถขายอุปกรณ์ได้จำนวนมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงฟังก์ชันและบริการที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่ม
AI จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการแข่งขันรอบใหม่
ชิป Wearable ยุค AI ต้องแรงแต่กินไฟน้อย
อย่างไรก็ตาม การนำ On-device AI มาใช้กับ Wearable มีข้อจำกัดแตกต่างจากสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์
Counterpoint ระบุว่า การแข่งขันของชิปสำหรับอุปกรณ์สวมใส่จะไม่ได้วัดกันเฉพาะประสิทธิภาพการประมวลผล แต่ต้องพิจารณาทั้ง การใช้พลังงาน การจัดการความร้อน และอายุการใช้งานแบตเตอรี่
เหตุผลสำคัญคือ Wearable จำนวนมากถูกออกแบบมาให้สัมผัสหรืออยู่ใกล้กับร่างกายผู้ใช้เป็นเวลานาน ต้องเปิดเซ็นเซอร์และตรวจวัดข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่สำหรับแบตเตอรี่มีจำกัด
ความสามารถในการรองรับฟังก์ชัน AI ภายใต้ข้อจำกัดด้านพลังงาน จึงมีแนวโน้มกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตชิปในตลาด Wearable รุ่นถัดไป
ภาพรวมการแข่งขันจึงกำลังเปลี่ยนจากการวัดกันเพียง สเปกฮาร์ดแวร์ ความเร็วชิป หรือจำนวนเซ็นเซอร์ ไปสู่การแข่งขันด้าน AI การตรวจติดตามสุขภาพ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการเชื่อมโยงระบบนิเวศ







