
AI ปลุกตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาด คาดการณ์ปี 2030 แตะ 4 แสนเครื่อง
Counterpoint Research ชี้ AI เร่งตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ จากยอดส่งมอบกว่า 5 หมื่นเครื่องในปี 2025 คาดพุ่งแตะ 4 แสนเครื่องในปี 2030
KEY
POINTS
- ตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่ายอดส่งมอบต่อปีจะสูงถึง 400,000 เครื่องภายในปี 2030
- เทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจ และปรับรูปแบบการทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ
- ปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ทำความสะอาดมากขึ้น
AI กำลังขยับจากเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่ในโลกดิจิทัล เข้ามามีบทบาทในพื้นที่จริงมากขึ้น หนึ่งในตลาดที่เริ่มเห็นภาพชัดคือ “หุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์” ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากช่วงทดลองใช้ในบางพื้นที่ ไปสู่การติดตั้งใช้งานในระดับใหญ่
Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2025 ยอดส่งมอบหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ทั่วโลกทะลุ 50,000 เครื่อง และคาดว่าในปี 2030 ยอดส่งมอบต่อปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 เครื่อง สะท้อนการขยายตัวของตลาดที่กำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัว
AI เปลี่ยนหุ่นยนต์จาก “เครื่องทำความสะอาด” สู่ระบบอัจฉริยะ
แรงผลักสำคัญไม่ได้มาจากตัวฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความก้าวหน้าของ AI, Large Language Model หรือ LLM และเทคโนโลยีการรับรู้ภาพสามมิติ หรือ 3D Visual Perception
เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน
ส่งผลให้การใช้งานหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์เริ่มขยายออกจากพื้นที่เดิมอย่างธุรกิจค้าปลีก ศูนย์กลางการเดินทาง โรงแรม และอาคารสำนักงาน ไปสู่โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์
ทิศทางดังกล่าวทำให้ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการขาย “หุ่นยนต์หนึ่งเครื่องเพื่อทำงานหนึ่งอย่าง” ไปสู่การขายระบบและโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละสถานการณ์ได้มากขึ้น
PUDU ครองอันดับ 1 ส่วนแบ่งตลาด 30%
ข้อมูลส่วนแบ่งยอดส่งมอบหุ่นยนต์ทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ทั่วโลกปี 2025 ของ Counterpoint Research พบว่า PUDU ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 30%
ตามมาด้วย Gaussian Robotics ที่มีส่วนแบ่ง 25% และ KEENON อยู่ในอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่ง 8% ส่วนผู้ผลิตรายอื่นรวมกันมีส่วนแบ่ง 37%
หากรวมผู้เล่น 3 อันดับแรก จะมีส่วนแบ่งยอดส่งมอบรวมกันถึง 63% ของตลาดโลก ขณะที่ PUDU และ Gaussian Robotics เพียง 2 รายครองตลาดรวมกันถึง 55%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดยังมีผู้เล่นอีกจำนวนมาก แต่ยอดส่งมอบส่วนใหญ่เริ่มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี AI และนำไปใช้งานจริงได้เร็ว
AI กลายเป็นสนามแข่งขันใหม่
Counterpoint Research ระบุว่า ความสามารถด้าน AI กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของตลาด
ผู้เล่นอย่าง Pudu Robotics และ Gaussian Robotics เดินหน้านำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้สภาพแวดล้อม การตัดสินใจอัตโนมัติ และการปรับตัวตามสถานการณ์ใช้งาน
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอุปกรณ์ทำความสะอาดแบบดั้งเดิมก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นเช่นกัน
ภาพการแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดได้เพียงอย่างเดียว แต่ขยับไปสู่คำถามว่า ใครสามารถสร้างระบบที่เข้าใจพื้นที่ ทำงานร่วมกับคน และรองรับงานหลายรูปแบบได้ดีกว่ากัน
ค่าแรงสูง-ขาดคน เร่งองค์กรหันหา Automation
อีกแรงส่งสำคัญของตลาดมาจากต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคธุรกิจ ทำให้องค์กรมีเหตุผลทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นในการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนหรือทำงานร่วมกับคน
Counterpoint Research มองว่า ความต้องการใช้ Intelligent Automation หรือระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามแรงกดดันด้านต้นทุนและกำลังคน
และในระยะถัดไป หุ่นยนต์กลุ่มนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่งานถูพื้นหรือทำความสะอาด แต่จะขยายไปสู่ภารกิจอย่างการตรวจตราพื้นที่ การนำทาง และการให้บริการอื่น ๆ
เส้นแบ่งระหว่าง “หุ่นยนต์ทำความสะอาด” กับ “หุ่นยนต์บริการ” จึงมีแนวโน้มบางลงเรื่อย ๆ และนั่นอาจทำให้ตลาดหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เห็นการนำ AI จากโลกซอฟต์แวร์ลงสู่การทำงานในโลกจริงได้ชัดเจนที่สุดในช่วงหลายปีข้างหน้า







