thansettakij
thansettakij
AIoT–Edge AI กำลังเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมจากระบบอัตโนมัติสู่ระบบอัจฉริยะ

Advantech ปักหมุดไทย ดัน AIoT–Edge AI รับยุคโรงงานอัจฉริยะ

17 มิ.ย. 69 | 11:55 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 11:58 น.

แอดวานซ์เทค มองไทยตลาดสำคัญในอาเซียน ชี้ AIoT–Edge AI กำลังเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมจากระบบอัตโนมัติสู่ระบบอัจฉริยะ เดินหน้าสร้างอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น

KEY

POINTS

  • แอดวานซ์เทคเล็งเห็นศักยภาพของไทยเป็นตลาดสำคัญในอาเซียน เพื่อผลักดันการใช้ AIoT และ Edge AI ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอัจฉริยะ
  • มุ่งเน้นการใช้ Edge AI เพื่อยกระดับโรงงานจากระบบอัตโนมัติ (Automation) สู่ระบบอัจฉริยะ (Intelligence) ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
  • ใช้กลยุทธ์สร้างอีโคซิสเต็มในประเทศ โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นและลงทุนพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทย

นายวินเซนต์ ชาง กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคระหว่างทวีป บริษัทแอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น  จำกัด  หรือ Advantech  ผู้ให้บริการโซลูชัน AI, IoT และคอมพิวเตอร์เฉพาะทางระดับโลก เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญของแอดวานซ์เทคในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันไปสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจแบบเรียลไทม์

ทิศทางตลาด AIoT ไทยความสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก

โดยหากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูล การจัดทำแดชบอร์ด และการมองเห็นสถานการณ์จริงของธุรกิจผ่านระบบดิจิทัล แต่ปัจจุบันโจทย์ของตลาดได้เปลี่ยนไปสู่การใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น

“เดิมทีองค์กรให้ความสำคัญกับการทำให้ข้อมูลเป็นดิจิทัล เพื่อให้เห็นสถานการณ์ผ่านแดชบอร์ด แต่ในยุค AI สิ่งที่ธุรกิจต้องการไม่ใช่แค่การรับรู้สถานการณ์ แต่ต้องการให้ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายวินเซนต์ กล่าว

จาก Automation สู่ Intelligence

นายวินเซนต์ ชาง กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคระหว่างทวีป บริษัทแอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น  จำกัด สำหรับตลาดไทย แอดวานซ์เทคมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตและโรงงานอัจฉริยะ ภาคค้าปลีก และธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถนำ AIoT และ Edge AI เข้าไปใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ การควบคุมระบบ การติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพขององค์กร

นายวินเซนต์ กล่าวว่า ศักยภาพของไทยในด้าน AIoT และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากรในประเทศ ทั้งวิศวกร นักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักพัฒนา ที่เริ่มเห็นโอกาสจากเทคโนโลยี AI มากขึ้น

เขาอธิบายว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับ Automation หรือระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการผลิต แต่ในยุค AI ภาคอุตสาหกรรมกำลังก้าวจาก Automation ไปสู่ Intelligence หรือระบบอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจจับปัญหา และช่วยตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

Edge AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพโรงงาน

นายวินเซนต์ ระบุว่า ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเดินหน้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะ โดย Edge AI จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมจากระบบอัตโนมัติไปสู่ระบบอัจฉริยะ ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนแรงงาน แต่เป็นการเพิ่มผลิตภาพและทำให้แรงงานเดิมสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Advantech ปักหมุดไทย ดัน AIoT–Edge AI รับยุคโรงงานอัจฉริยะ

ตัวอย่างโซลูชันที่แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญ ได้แก่ ระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance ระบบประหยัดพลังงาน ระบบมอนิเตอร์และควบคุมแบบเรียลไทม์ รวมถึงการนำ AI Engine เข้าไปทำงานร่วมกับระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถตรวจจับปัญหา วิเคราะห์สถานการณ์ และเสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตได้เร็วขึ้น

“เราไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาเพื่อลดจำนวนแรงงาน แต่มองว่า AI จะช่วยให้คนจำนวนเท่าเดิมสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบริหารจัดการโรงงานได้ดีขึ้น” นายวินเซนต์ กล่าว

สร้างอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญกับการสร้างอีโคซิสเต็มในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่าในยุค AI ไม่มีบริษัทใดสามารถเติบโตได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด ความเชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรม และสามารถร่วมพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละประเทศได้จริง

นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคต้องการทำงานร่วมกับบริษัทด้าน AI ในไทย รวมถึงพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละโดเมน เพื่อร่วมกันสร้างโซลูชันที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น โดยบริษัทจะสนับสนุนทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร ทีมงาน และองค์ความรู้ เพื่อเร่งให้โซลูชันสามารถเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

“ในยุค AI ไม่มีใครชนะได้เพียงลำพัง สิ่งสำคัญคือการสร้างอีโคซิสเต็ม และการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับตลาดในแต่ละประเทศ” นายวินเซนต์ กล่าว

แอดวานซ์เทคยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในทีมงานท้องถิ่นในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนพาร์ทเนอร์ในการร่วมพัฒนาโซลูชัน AI ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายสำคัญคือการเร่งขยายธุรกิจ และทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ปั้นนักพัฒนา AI–Robotics รุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน แอดวานซ์เทคยังมองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม AI และ Robotics ในไทยและอาเซียน จำเป็นต้องลงทุนกับบุคลากรรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักพัฒนา นวัตกร สตาร์ทอัพ และนักศึกษา เพราะ AI เป็นอุตสาหกรรมฐานความรู้ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะด้านเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจปัญหาจริงของแต่ละอุตสาหกรรม

นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคมีบทบาทในการสนับสนุนแพลตฟอร์มและเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองได้รวดเร็วขึ้น โดยบริษัทมองว่าฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นฐานสำคัญ แต่การสร้างมูลค่าที่แท้จริงต้องมาจากแอปพลิเคชันและโซลูชันที่พาร์ทเนอร์พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริง

บริษัทจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ผ่านการสนับสนุนห้องปฏิบัติการ AIoT การส่งวิศวกรเข้าไปเป็นเมนเทอร์ให้กับนักศึกษา และการจัดโครงการแฮกกาธอนระดับภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาโครงการ AI และ Robotics จากโจทย์จริง

นายวินเซนต์ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้ไม่ใช่กิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นแผนระยะยาวในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้าน AI และ Robotics ให้กับภูมิภาค เพราะทักษะจำนวนมากที่เคยใช้ในอดีตอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานในอนาคต ขณะที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและการใช้ชีวิตในช่วง 10-20 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เปลี่ยนจากขายฮาร์ดแวร์ สู่แพลตฟอร์ม AI

ในมุมมองด้านโมเดลธุรกิจ แอดวานซ์เทคเห็นว่า การขยายตลาดตามภูมิศาสตร์แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในยุค AI ที่ความต้องการของแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันมากขึ้น กลยุทธ์การเติบโตจึงต้องผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งระดับโลกกับความเข้าใจตลาดท้องถิ่น

นายวินเซนต์ กล่าวว่า บริษัทระดับโลกมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี แบรนด์ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติจากหลายประเทศ แต่การทำตลาดให้สำเร็จในแต่ละประเทศต้องอาศัยทีมงานท้องถิ่น พาร์ทเนอร์ท้องถิ่น และความเข้าใจปัญหาเฉพาะของลูกค้าในแต่ละตลาด

นอกจากนี้ แอดวานซ์เทคกำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจที่เน้นฮาร์ดแวร์ ไปสู่การสร้างมูลค่าผ่านแพลตฟอร์มและอีโคซิสเต็ม โดยมองว่าธุรกิจเทคโนโลยีในยุค AI ไม่ได้แข่งขันกันที่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการส่งมอบคุณค่าร่วมกับพาร์ทเนอร์

นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การร่วมพัฒนาโซลูชันกับพาร์ทเนอร์ และการสร้างอีโคซิสเต็มในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถขยายธุรกิจจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ระดับภูมิภาคได้

“ทิศทางของแอดวานซ์เทคไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ขายฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการร่วมสร้างอีโคซิสเต็ม AI กับพาร์ทเนอร์ เพื่อเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบซื้อขาย ไปสู่โมเดลธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว”