
Advantech ปักหมุดไทย ดัน AIoT–Edge AI รับยุคโรงงานอัจฉริยะ
แอดวานซ์เทค มองไทยตลาดสำคัญในอาเซียน ชี้ AIoT–Edge AI กำลังเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมจากระบบอัตโนมัติสู่ระบบอัจฉริยะ เดินหน้าสร้างอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น
KEY
POINTS
- แอดวานซ์เทคเล็งเห็นศักยภาพของไทยเป็นตลาดสำคัญในอาเซียน เพื่อผลักดันการใช้ AIoT และ Edge AI ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานอัจฉริยะ
- มุ่งเน้นการใช้ Edge AI เพื่อยกระดับโรงงานจากระบบอัตโนมัติ (Automation) สู่ระบบอัจฉริยะ (Intelligence) ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
- ใช้กลยุทธ์สร้างอีโคซิสเต็มในประเทศ โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นและลงทุนพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทย
นายวินเซนต์ ชาง กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคระหว่างทวีป บริษัทแอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ Advantech ผู้ให้บริการโซลูชัน AI, IoT และคอมพิวเตอร์เฉพาะทางระดับโลก เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญของแอดวานซ์เทคในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันไปสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจแบบเรียลไทม์
ทิศทางตลาด AIoT ไทยความสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก
โดยหากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูล การจัดทำแดชบอร์ด และการมองเห็นสถานการณ์จริงของธุรกิจผ่านระบบดิจิทัล แต่ปัจจุบันโจทย์ของตลาดได้เปลี่ยนไปสู่การใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำมากขึ้น
“เดิมทีองค์กรให้ความสำคัญกับการทำให้ข้อมูลเป็นดิจิทัล เพื่อให้เห็นสถานการณ์ผ่านแดชบอร์ด แต่ในยุค AI สิ่งที่ธุรกิจต้องการไม่ใช่แค่การรับรู้สถานการณ์ แต่ต้องการให้ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายวินเซนต์ กล่าว
จาก Automation สู่ Intelligence
นายวินเซนต์ กล่าวว่า ศักยภาพของไทยในด้าน AIoT และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากรในประเทศ ทั้งวิศวกร นักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักพัฒนา ที่เริ่มเห็นโอกาสจากเทคโนโลยี AI มากขึ้น
เขาอธิบายว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับ Automation หรือระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการผลิต แต่ในยุค AI ภาคอุตสาหกรรมกำลังก้าวจาก Automation ไปสู่ Intelligence หรือระบบอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจจับปัญหา และช่วยตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์
Edge AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพโรงงาน
นายวินเซนต์ ระบุว่า ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเดินหน้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะ โดย Edge AI จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมจากระบบอัตโนมัติไปสู่ระบบอัจฉริยะ ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนแรงงาน แต่เป็นการเพิ่มผลิตภาพและทำให้แรงงานเดิมสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างโซลูชันที่แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญ ได้แก่ ระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance ระบบประหยัดพลังงาน ระบบมอนิเตอร์และควบคุมแบบเรียลไทม์ รวมถึงการนำ AI Engine เข้าไปทำงานร่วมกับระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถตรวจจับปัญหา วิเคราะห์สถานการณ์ และเสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตได้เร็วขึ้น
“เราไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาเพื่อลดจำนวนแรงงาน แต่มองว่า AI จะช่วยให้คนจำนวนเท่าเดิมสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบริหารจัดการโรงงานได้ดีขึ้น” นายวินเซนต์ กล่าว
สร้างอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญกับการสร้างอีโคซิสเต็มในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่าในยุค AI ไม่มีบริษัทใดสามารถเติบโตได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด ความเชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรม และสามารถร่วมพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละประเทศได้จริง
นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคต้องการทำงานร่วมกับบริษัทด้าน AI ในไทย รวมถึงพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละโดเมน เพื่อร่วมกันสร้างโซลูชันที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น โดยบริษัทจะสนับสนุนทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร ทีมงาน และองค์ความรู้ เพื่อเร่งให้โซลูชันสามารถเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
“ในยุค AI ไม่มีใครชนะได้เพียงลำพัง สิ่งสำคัญคือการสร้างอีโคซิสเต็ม และการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับตลาดในแต่ละประเทศ” นายวินเซนต์ กล่าว
แอดวานซ์เทคยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในทีมงานท้องถิ่นในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนพาร์ทเนอร์ในการร่วมพัฒนาโซลูชัน AI ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายสำคัญคือการเร่งขยายธุรกิจ และทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
ปั้นนักพัฒนา AI–Robotics รุ่นใหม่
ขณะเดียวกัน แอดวานซ์เทคยังมองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม AI และ Robotics ในไทยและอาเซียน จำเป็นต้องลงทุนกับบุคลากรรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักพัฒนา นวัตกร สตาร์ทอัพ และนักศึกษา เพราะ AI เป็นอุตสาหกรรมฐานความรู้ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะด้านเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจปัญหาจริงของแต่ละอุตสาหกรรม
นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคมีบทบาทในการสนับสนุนแพลตฟอร์มและเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองได้รวดเร็วขึ้น โดยบริษัทมองว่าฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นฐานสำคัญ แต่การสร้างมูลค่าที่แท้จริงต้องมาจากแอปพลิเคชันและโซลูชันที่พาร์ทเนอร์พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริง
บริษัทจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ผ่านการสนับสนุนห้องปฏิบัติการ AIoT การส่งวิศวกรเข้าไปเป็นเมนเทอร์ให้กับนักศึกษา และการจัดโครงการแฮกกาธอนระดับภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาโครงการ AI และ Robotics จากโจทย์จริง
นายวินเซนต์ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้ไม่ใช่กิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นแผนระยะยาวในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้าน AI และ Robotics ให้กับภูมิภาค เพราะทักษะจำนวนมากที่เคยใช้ในอดีตอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานในอนาคต ขณะที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและการใช้ชีวิตในช่วง 10-20 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
เปลี่ยนจากขายฮาร์ดแวร์ สู่แพลตฟอร์ม AI
ในมุมมองด้านโมเดลธุรกิจ แอดวานซ์เทคเห็นว่า การขยายตลาดตามภูมิศาสตร์แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในยุค AI ที่ความต้องการของแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันมากขึ้น กลยุทธ์การเติบโตจึงต้องผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งระดับโลกกับความเข้าใจตลาดท้องถิ่น
นายวินเซนต์ กล่าวว่า บริษัทระดับโลกมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี แบรนด์ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติจากหลายประเทศ แต่การทำตลาดให้สำเร็จในแต่ละประเทศต้องอาศัยทีมงานท้องถิ่น พาร์ทเนอร์ท้องถิ่น และความเข้าใจปัญหาเฉพาะของลูกค้าในแต่ละตลาด
นอกจากนี้ แอดวานซ์เทคกำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจที่เน้นฮาร์ดแวร์ ไปสู่การสร้างมูลค่าผ่านแพลตฟอร์มและอีโคซิสเต็ม โดยมองว่าธุรกิจเทคโนโลยีในยุค AI ไม่ได้แข่งขันกันที่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการส่งมอบคุณค่าร่วมกับพาร์ทเนอร์
นายวินเซนต์ กล่าวว่า แอดวานซ์เทคให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การร่วมพัฒนาโซลูชันกับพาร์ทเนอร์ และการสร้างอีโคซิสเต็มในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถขยายธุรกิจจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ระดับภูมิภาคได้
“ทิศทางของแอดวานซ์เทคไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ขายฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการร่วมสร้างอีโคซิสเต็ม AI กับพาร์ทเนอร์ เพื่อเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบซื้อขาย ไปสู่โมเดลธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว”






