
สายฟรีสะเทือน Google บีบโควตาใช้งาน Gemini เล็งเปิดเติมเงิน AI Credits
Google ยกเครื่อง Gemini พลิกเกณฑ์คำนวณโควตาสายฟรีตามปริมาณประมวลผลจริง พร้อมเตรียมคลอดระบบเติมเงิน AI Credits ดึงเทคสตาร์ทอัพรับยุคเอเจนต์อัจฉริยะ
KEY
POINTS
- Google ปรับโควตาผู้ใช้ Gemini เวอร์ชันฟรี โดยเปลี่ยนจากการนับจำนวนครั้งเป็นการคำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง ทำให้คำสั่งที่ซับซ้อนใช้โควตาหมดเร็วขึ้น
- เตรียมเปิดตัวระบบ "AI Credits" แบบเติมเงิน (Pay-As-You-Go) เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพื่อประมวลผลงานระดับสูงได้โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจรายเดือน
- มีการปรับลดราคาแพ็กเกจระดับสูง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับมืออาชีพและองค์กร
กูเกิล (Google) ประกาศปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการให้บริการแพลตฟอร์ม Google Gemini ครั้งสำคัญ ผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในงาน Google I/O 2026 โดย ชิมริต เบน-แยร์ (Shimrit Ben-Yair) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ความร่วมมือและปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิล ระบุว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวระบบ “เครดิต AI แบบเติมเงิน” (Pay-As-You-Go Top-Up AI Credits)
พร้อมยกเครื่องโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับสูง และปรับวิธีคำนวณโควตาผู้ใช้บริการฟรี สะท้อนภาพรวมธุรกิจบิ๊กเทคที่หันมาควบคุมต้นทุนพลังงานประมวลผล (Compute Power) อย่างเข้มงวดในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (AI Agents)
ตามรายงานจากข้อกำหนดการให้บริการฉบับใหม่ของ Google ระบุว่า เหตุผลในการนำระบบเติมเงินและจำกัดโควตารูปแบบใหม่มาใช้ เนื่องจากลักษณะการใช้งาน AI ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและกินทรัพยากรระบบแตกต่างกันอย่างมหาศาล
โดยคำสั่งประเภทข้อความธรรมดา (Text Prompt) มีอัตราการสิ้นเปลืองทรัพยากรประมวลผลหลังบ้านน้อยกว่าคำสั่งที่สั่งให้รันโค้ดซอฟต์แวร์หรือการสร้างโมเดลวิดีโอขั้นสูงอย่างมาก การคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายจึงไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทอีกต่อไป
คุมเข้มผู้ใช้ฟรี สูตรคำนวณตามปริมาณประมวลผลจริง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้งานเวอร์ชันฟรี (Free Tier) ในวงกว้าง Google ได้เปลี่ยนผ่านระบบควบคุมโควตาจากการนับจำนวนครั้งในการส่งข้อความ ไปสู่ระบบ "คำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง" (Compute-based Usage Limits)
กลไกใหม่นี้จะทำให้ผู้ใช้ที่สั่งงานประเภทการอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือสั่งวิเคราะห์ฐานข้อมูลและวิดีโอยาว ถูกตัดสิทธิ์การใช้งานอย่างรวดเร็วเนื่องจากกินพลังงานประมวลผลสูง แม้จะเป็นการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็ตาม นอกจากนี้ยังได้บังคับใช้ระบบล็อกเวลาไหลเวียน 5 ชั่วโมง (5-Hour Rolling Window) โดยเมื่อผู้ใช้ใช้งานจนเต็มขีดจำกัด พลังงานประมวลผลจะค่อย ๆ ทยอยคืนกลับมาให้ใช้งานได้อีกครั้งเมื่อคำสั่งเก่าในอดีตมีอายุครบ 5 ชั่วโมงแล้วเท่านั้น
ในขณะที่ระบบ “AI Credits” แบบเติมเงิน จะเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาที่ต้องการประมวลผลงานระดับสูงชั่วคราว โดยไม่ต้องผูกมัดกับสัญญารายเดือน ซึ่ง Google ได้เริ่มนำร่องการใช้งานระบบเติมเงินนี้ไปแล้วบนแพลตฟอร์มระดับเอเจนต์อย่าง Google Antigravity และ Flow
ปรับฐานราคาแพ็กเกจ Google AI Ultra
ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน Google ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับองค์กรและมืออาชีพอย่าง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับสูง (Advanced Creators) และหัวหน้าทีมเทคนิค โดยแบ่งออกเป็นสองระดับราคาใหม่:
แพ็กเกจเริ่มต้นของ Google AI Ultra ปรับราคาลงมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อเดือน โดยเน้นจุดขายด้านการมอบโควตาการประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 5 เท่า ผสานการทำงานร่วมกับโมเดล Gemini 3.5 Flash เพื่อความรวดเร็วในการทดสอบและแก้ไขระบบ พ่วงด้วยสิทธิ์เข้าใช้งานแพลตฟอร์มเอเจนต์อัจฉริยะ Google Antigravity ก่อนใคร พื้นที่จัดเก็บข้อมูลคลาวด์ขนาด 20TB และบริการ YouTube Premium
ขณะที่แพ็กเกจพรีเมียมสูงสุด ปรับลดราคาจากเดิม 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,125 บาท) ลงมาอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500 บาท) ต่อเดือน โดยยังคงรักษาขีดความสามารถเดิมไว้ครบถ้วน รวมถึงการให้โควตาประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 20 เท่า และฟีเจอร์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Project Genie ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสร้างโลกจำลอง 3 มิติจากฐานข้อมูลกูเกิล สตรีทวิว (Street View) รวมถึงสิทธิ์ร่วมทดสอบระบบการรันงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงในชื่อ Gemini Spark
การขยับตัวตามประกาศอย่างเป็นทางการของ Google ในครั้งนี้ ยืนยันถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกที่มองว่า "พลังงานประมวลผล" (Compute) ได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือสาธารณูปโภคที่มีต้นทุนผันแปรชัดเจน โมเดลธุรกิจในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบมิเตอร์จ่ายตามจริง เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการและการบริหารโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระยะยาว







