
‘ดีอี’ทุ่ม1.5 พันล้าน แจกฟรี AI พรีเมียม 8 แพลตฟอร์มโลก 5 ล้านสิทธิ์
รัฐเตรียมเปิดคนไทยใช้ AI พรีเมียมระดับโลก พร้อม ThaiLLM ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ นาน 1 ปี ครอบคลุม 7-8 แพลตฟอร์มหลัก เร่งยกระดับทักษะดิจิทัล-ต่อยอดเศรษฐกิจข้อมูล ขณะที่เทคกูรู เชื่อช่วยคนไทยเข้าถึง AI ระดับโลกง่ายขึ้น แนะรัฐ จัดงบระดับพันล้านหนุนผู้พัฒนา AI สัญชาติไทย
KEY
POINTS
- กระทรวงดีอีใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านบาท เพื่อแจกสิทธิ์การใช้งาน AI ระดับพรีเมียมฟรีจำนวน 5 ล้านสิทธิ์แก่คนไทย
- ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำของโลก 7-8 แห่ง เช่น ChatGPT, Gemini, Midjourney และ ThaiLLM ได้นานประมาณ 1 ปี
- โครงการมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 300 บาทต่อคน ซึ่งต่ำกว่าค่าบริการในท้องตลาด และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นเดือนหน้า
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับพรีเมียมจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด โดยจะมีการประชุมในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อกำหนดสัดส่วนการจัดสรรสิทธิ์ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มอาชีพและช่วงวัย เพื่อให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึง
โครงการถูกออกแบบให้ผู้ได้รับสิทธิ์สามารถเข้าถึง AI ชั้นนำของโลก ประมาณ 7-8 แพลตฟอร์ม ครอบคลุมทั้งงานสนทนา สร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูล และพัฒนาโค้ด โดยรวมถึง ChatGPT, Gemini, Claude, Microsoft Copilot, Perplexity AI และ Midjourney รวมถึง AI ที่พัฒนาในประเทศอย่าง ThaiLLM ซึ่งเน้นความสามารถด้านภาษาไทยโดยเฉพาะ
ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถใช้งานในระดับพรีเมียมของแต่ละแพลตฟอร์มได้เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี เปิดโอกาสให้เข้าถึงเครื่องมือที่มีต้นทุนสูงในตลาด และใช้งานได้หลายระบบพร้อมกัน
กำหนดการคาดว่าจะมีความชัดเจนและเริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงต้นเดือนหน้า หลังจัดทำรายละเอียดและกลไกการกระจายสิทธิ์แล้วเสร็จ โดยจะกระจายผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคการศึกษา จะส่งผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้เปิดลงทะเบียนโดยตรงทั้งหมด
ทั้งนี้ การเปิดให้ใช้งานหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ถูกวางเป็นกลไกเร่งยกระดับทักษะดิจิทัลของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา AI ภาษาไทย และสร้างฐานข้อมูลการใช้งานเพื่อนำไปต่อยอดเชิงนโยบายในอนาคต
กูรูแนะรัฐอัดงบหนุน AI ไทย
ด้าน ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท iApp Technology จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวว่า การที่ภาครัฐมีแผนสนับสนุนการเข้าถึง AI ให้คนไทยกว่า 5 ล้านสิทธิ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้ประชาชนสามารถใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ส่งผลให้คนไทย จำนวนมากได้เริ่มเรียนรู้ ทดลองใช้และฝึกทักษะด้าน AI มากขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“โครงการลักษณะนี้มีประโยชน์ในเชิงการเปิดโอกาสและเร่งให้เกิดการ Reskill คนไทย เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงเครื่องมือได้ฟรีก็จะกล้าฝึกใช้จริงมากขึ้น ไม่ต้องติดข้อจำกัดด้านต้นทุนเหมือนที่ผ่านมา”
อย่างไรก็ตาม ดร.กอบกฤตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐควรพิจารณาความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในโครงการแจกสิทธิ์ AI จำนวน 5 ล้านสิทธิ สูงถึงประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณที่ใช้พัฒนาโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยของประเทศ อยู่ที่เพียงราว 88 ล้านบาทเท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากรัฐนำงบประมาณบางส่วนในขนาดใกล้เคียงกันมาลงทุนพัฒนา AI ของไทยเองอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจได้เทคโนโลยี AI ที่เป็นทรัพย์สินของตนเอง สามารถต่อยอด ใช้ได้ในระยะยาว และช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ
“ผมดีใจที่อย่างน้อยมีโครงการนี้ทำให้คนไทยเข้าถึง AI ง่ายขึ้น แต่ถ้ามองในอีกมุม งบ ThaiLLM ใช้เพียงประมาณ 88 ล้านบาท ขณะที่งบแจก AI 5 ล้านสิทธิอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท ถ้ามีงบก้อนใหญ่ขนาดนี้ลงมาสนับสนุนผู้พัฒนา AI ไทยจริง ๆ เราอาจสร้าง AI ของคนไทยให้แข็งแรงและยั่งยืนกว่านี้ได้”
พร้อมเสนอว่า ในอนาคตภาครัฐควรเดินสองแนวทางควบคู่กัน คือทั้งสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการใช้งาน AI และลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศไปพร้อมกัน เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐไม่เพียงสร้างการใช้งานระยะสั้น แต่ยังสร้างขีดความสามารถการแข่งขันด้านเทคโนโลยีในระยะยาวด้วย
คนไทยใช้ AI แล้ว 80% แต่มีเพียง 16% ใช้เต็มศักยภาพ
ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยต่อการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ล่าสุด พบว่าคนไทยมากกว่า 80% เคยมีประสบการณ์ใช้งานเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้ว แต่ยังมีเพียง 16% เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้อย่างจริงจังและเต็มศักยภาพ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงเทคโนโลยี ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงลึกในชีวิตประจำวันและภาคการทำงาน
รายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ของ SCBX ซึ่งสำรวจผู้บริโภคไทย 1,004 คนทั่วประเทศ อายุระหว่าง 20-60 ปี ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยรู้จักคำว่า AI สูงถึง 90% และ AI ได้แทรกซึมอยู่ในกิจกรรมดิจิทัลจำนวนมากผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งระบบค้นหาข้อมูล การแนะนำคอนเทนต์ การแปลภาษา ระบบธนาคาร ไปจนถึงเครื่องมือสร้างข้อความและรูปภาพอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังคงใช้งาน AI ในระดับพื้นฐาน โดยนิยมใช้กับงานที่เห็นผลรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การแปลภาษา 61% การสร้างรูปภาพ 44% การตรวจแกรมมาร์หรือแก้คำผิด 32% การเขียนหรือสรุปข้อความ 29% และการวิเคราะห์ข้อมูลง่าย ๆ 28% สะท้อนว่าคนไทยยังมอง AI เป็นผู้ช่วยในการทำงานเฉพาะด้าน มากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือคิด วิเคราะห์ หรือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงลึก
เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการใช้งาน พบว่าคนไทยกลุ่มใหญ่ที่สุด 36% อยู่ในกลุ่ม Smart Minimalist หรือใช้ AI เท่าที่จำเป็น เน้นความสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น การแปลภาษาสรุปข้อความ หรือค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือฟรีที่เข้าถึงง่ายอย่าง ChatGPT, Gemini และ Canva ขณะที่อีก 34% อยู่ในกลุ่ม Skeptical Practitioner คือใช้งาน AI เป็นประจำแต่ยังไม่เชื่อมั่นในผลลัพธ์อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผู้บริโภคไทยกว่า 70% ยังอยู่ในภาวะ “ใช้แล้ว แต่ยังไม่ไว้ใจ”
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ใช้ AI เชิงลึกที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้จริงยังมีสัดส่วนค่อนข้างจำกัด โดยกลุ่ม Life Optimizer หรือคนที่ใช้ AI เพื่อทำให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีอยู่เพียง 8% ส่วนกลุ่ม Pro-formance ซึ่งใช้ AI เป็นคู่คิดเชิงกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างผลลัพธ์ทางอาชีพ มีเพียง 5% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ AI ในระดับสร้างผลิตภาพสูงหรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้งาน AI ของคนไทยยังไม่ก้าวสู่ระดับสูง คือความกังวลด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ โดยผลสำรวจระบุว่า 66% กลัว AI ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ 55% กังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และ 48% กังวลว่าระบบ AI อาจมีอคติในการตัดสินใจ ขณะที่ 79% ยังเห็นว่ามนุษย์ควรเป็นผู้ตรวจสอบผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของ AI เพื่อสร้างความมั่นใจในความถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป
แม้จะมีข้อกังวล แต่ผู้บริโภคไทยยังมอง AI ในเชิงบวก โดย 74% เชื่อว่า AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และ 71% มองว่า AI สร้างคุณค่าให้กับโลก สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้ปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ หากแต่ยังต้องการความโปร่งใส ความปลอดภัย และความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ของระบบมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้งาน AI ของคนไทยกำลังขยับจากการใช้เพื่อช่วยงานพื้นฐาน ไปสู่การอยากให้ AI ทำหน้าที่ช่วยคิดและช่วยวิเคราะห์มากขึ้น โดย 46% ต้องการให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 40% ต้องการให้สรุปข้อมูลทางการเงิน และ 39% อยากให้ช่วยติดตามแนวโน้มตลาดและข่าวเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไทยเริ่มคาดหวังให้ AI ก้าวจากเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไปสู่การเป็นผู้ช่วยตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพในอนาคต
รายงานดังกล่าวสรุปว่า ปัจจัยชี้ขาดการเติบโตของ AI ในประเทศไทยจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดของระบบเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความไว้วางใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าระบบปลอดภัย ตรวจสอบได้ และยังมีมนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคนไทยจากผู้ใช้ AI ระดับพื้นฐาน ไปสู่การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง







