
ระทึก! โดรนถล่มดาต้าเซ็นเตอร์ AWS บาห์เรน สะเทือนคลาวด์โลก
ยักษ์เทคโนโลยีสหรัฐฯ "อเมซอน" ยืนยันศูนย์ข้อมูล AWS ในบาห์เรนหยุดชะงัก หลังเผชิญกิจกรรมโดรนปริศนา ท่ามกลางวงล้อมสงครามตะวันออกกลาง ด้านอิหร่านประกาศกร้าวขึ้นบัญชีดำโครงสร้างพื้นฐานไอทีสหรัฐฯ เป็นเป้าหมายโจมตีใหม่
KEY
POINTS
- ศูนย์ข้อมูล Amazon Web Services (AWS) ในประเทศบาห์เรนเกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรง โดย Amazon ยืนยันว่ามีสาเหตุมาจากกิจกรรมของโดรน
- เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากอิหร่านขู่ว่าจะพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจากสหรัฐฯ
- AWS กำลังเร่งช่วยเหลือลูกค้าในการย้ายฐานข้อมูลและปริมาณงานไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดผลกระทบทางธุรกิจระหว่างการกู้คืนระบบ
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า อเมซอน (Amazon) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า ภูมิภาคบริการ Amazon Web Services (AWS) ในประเทศบาห์เรน เกิดการหยุดชะงัก (Disrupted) อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากอิหร่านออกมาขู่ว่าจะพุ่งเป้าโจมตีสำนักงานและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทชั้นนำจากสหรัฐฯ
โฆษกของอเมซอน ยืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การหยุดชะงักดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก "กิจกรรมของโดรน" ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนที่การดำเนินงานของบริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม ทางอเมซอนยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าศูนย์ข้อมูลในบาห์เรนถูกโจมตีโดยตรง หรือเป็นการหยุดชะงักที่เกิดจากการโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียง
ขณะนี้ อเมซอนกำลังเร่งช่วยเหลือลูกค้าในการย้ายฐานข้อมูลและปริมาณงาน (Workloads) ไปยังภูมิภาค AWS อื่นๆ เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจในระหว่างการกู้คืนระบบ โดยยังไม่มีการเปิดเผยขอบเขตความเสียหายที่แน่ชัด หรือระยะเวลาที่จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
"สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราขอแนะนำให้ผู้ที่มีปริมาณงานในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ เร่งย้ายไปยังพื้นที่อื่นตามคำแนะนำก่อนหน้านี้" แถลงการณ์ของอเมซอนระบุ
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ว่าจะโจมตี "ศูนย์กลางเศรษฐกิจและธนาคาร" ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ของอิหร่านได้เผยแพร่รายชื่อบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นเป้าหมาย ประกอบด้วย กูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), พาลันเทียร์ (Palantir), ไอบีเอ็ม (IBM), เอ็นวิเดีย (Nvidia) และ ออราเคิล (Oracle)
ด้านรัฐแถบอ่าวเปอร์เซียออกมาวิจารณ์ว่า การกล่าวอ้างเรื่องการป้องกันตนเองของอิหร่านไม่สามารถนำมาใช้สร้างความชอบธรรมในการโจมตีขีปนาวุธใส่ประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น สนามบิน และแหล่งพลังงาน
ซึ่งล่าสุดการโจมตีของอิหร่านยังส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกก๊าซ LNG ของกาตาร์หายไปถึง 17% ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ที่มา Reuters






