
CEO NVIDIA ชี้ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ซีอีโอ NVIDIA กางแผน ‘เค้ก 5 ชั้น’ กลางเวทีดาโวส ชี้ AI คือรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างงานทั่วโลก พร้อมเผยปี 2568 เม็ดเงิน VC พุ่ง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.25 ล้านล้านบาท) มุ่งสร้างสตาร์ทอัพ AI-native ย้ำเทคโนโลยีไม่ได้มาแย่งงาน แต่ช่วยให้มนุษย์โฟกัสที่เป้าหมายหลักและเพิ่มผลผลิตได้มหาศาล
KEY
POINTS
- เจนเซน ฮวง ซีอีโอ NVIDIA นิยาม AI ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องมีเพื่อรักษาอธิปไตยทางปัญญา (Sovereign AI)
- การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างความต้องการแรงงานมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- AI จะไม่ทำลายการจ้างงาน แต่จะเข้ามาเปลี่ยนธรรมชาติของงานให้มุ่งเน้นเป้าหมายมากขึ้น โดยช่วยลดภาระงานที่ซับซ้อนหรือซ้ำซาก ทำให้มนุษย์สามารถทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นได้
ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เจนเซน ฮวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA ได้ขึ้นเวทีระดับโลกเพื่อนิยามว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่คือรากฐานของ "การขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ" ซึ่งกำลังกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานใหม่ทั่วโลก
ฮวง ได้ร่วมสนทนากับ แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอของ BlackRock โดยเปรียบเทียบโครงสร้างของ AI ว่าเป็นเหมือน "เค้ก 5 ชั้น" (Five-Layer Cake) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ชั้นพลังงาน, ชิปและระบบประมวลผล, ศูนย์ข้อมูลคลาวด์, โมเดล AI ไปจนถึงชั้นการประยุกต์ใช้งาน (Application Layer) ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าชั้นบนสุดนี้เองคือจุดที่จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดในอุตสาหกรรมการเงิน สาธารณสุข และการผลิต โดยการขยับขยายในทุกเลเยอร์ของ AI กำลังสร้างความต้องการแรงงานมหาศาล ตั้งแต่ช่างเทคนิคฝีมืออย่างช่างไฟฟ้าและช่างก่อสร้าง ไปจนถึงวิศวกรซอฟต์แวร์ขั้นสูง
ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนชัดผ่านตัวเลขการลงทุนในปี 2568 ซึ่งถือเป็นปีทองของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ด้วยเม็ดเงินอัดฉีดทั่วโลกมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.25 ล้านล้านบาท) โดยทุนส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่บริษัทกลุ่ม "AI-native" ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมบนโมเดลที่ฉลาดพอจะใช้งานจริงได้แล้ว ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น
ในมิติของแรงงาน เจนเซน ฮวง เชื่อมั่นว่า AI จะไม่ทำลายล้างการจ้างงาน แต่จะเข้ามาเปลี่ยนธรรมชาติของงานจากการทำตามหน้าที่ (Tasks) ไปสู่การทำงานที่เน้นเป้าหมาย (Purpose) โดยยกตัวอย่างรังสีแพทย์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจาก AI เข้ามาช่วยรับภาระงานตรวจวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ทำให้แพทย์มีเวลาไปดูแลคนไข้ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่ทุกประเทศต้องมีเหมือนกับไฟฟ้าหรือถนน เพื่อรักษาอธิปไตยทางปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น (Sovereign AI) พร้อมชี้เป้าไปที่ "Physical AI" และ "Robotics" ว่าเป็นโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตเข้มแข็ง

