เปิดเทรนด์ควบรวม-ซื้อกิจการปี 69 ชู AI-โครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นขุมพลังใหม่

09 ม.ค. 2569 | 04:38 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 04:59 น.

เจ.พี. มอร์แกน ชี้เทรนด์ M&A โลกก้าวสู่ยุคปฏิรูปธุรกิจเต็มตัว หลังปี 2568 ทะยานแตะ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (165.75 ล้านล้านบาท) เผย 10 ธีมหลักชู AI-โครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นขุมพลังใหม่

KEY

POINTS

  • เทรนด์การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในระบบนิเวศของ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  • บริษัทต่างๆ จะปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น ผ่านการขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และเข้าซื้อกิจการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก
  • คาดว่าดีลขนาดใหญ่ (Mega-deals) และการควบรวมกิจการข้ามพรมแดนจะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการใช้กลยุทธ์ทางการเงินที่สร้างสรรค์เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูง

จากรายงาน "2026 Global M&A Annual Outlook" โดย เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) เปิดเผยภาพรวมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในปี 2568 ที่ผ่านมาว่ามีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 165.75 ล้านล้านบาท) เติบโตขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากปี 2564 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

สำหรับในปี 2569 นี้ รายงานระบุว่าเทรนด์ควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) จะเปลี่ยนผ่านจากความผันผวนสู่การปฏิรูปธุรกิจโดยมีปัจจัยชี้ขาดคือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสมผสานกับกลยุทธ์ทางการเงินที่ชาญฉลาด

เปิดเทรนด์ควบรวม-ซื้อกิจการปี 69 ชู AI-โครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นขุมพลังใหม่

1. พลังขับเคลื่อนจาก AI และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การลงทุนในปี 2569 จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ซอฟต์แวร์ AI เท่านั้น แต่กระแสเงินทุนมหาศาลจะไหลเข้าสู่ระบบนิเวศที่เป็นรากฐานสำคัญ ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

โดยบริษัทต่างๆ จะใช้การ M&A เป็นทางลัดในการครอบครองเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

2. กลยุทธ์การเงินสร้างสรรค์และบทบาทของ Private Capital เนื่องจากต้นทุนทางการเงินยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เราจะเห็นการใช้เครื่องมือทางการเงินที่สร้างสรรค์มากขึ้นเพื่อปิดช่องว่างด้านการประเมินมูลค่า (Valuation) เช่น การระดมทุนผ่านการขายหุ้นส่วนน้อย (Minority Stake Sales) และการที่กองทุน Private Equity ร่วมมือกับองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate-PE Partnerships) เพื่อลงนามในดีลยักษ์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อหนี้สินในงบดุลมากเกินไป

3. การปรับขนาดองค์กร (Scale) และรางวัลจากตลาดทุน เจ.พี. มอร์แกน วิเคราะห์ว่าตลาดทุนในปี 2569 จะมอบรางวัลเป็นมูลค่าบริษัท (Valuation Premium) ให้แก่บริษัทที่มีขนาดใหญ่และมีความชัดเจนในพอร์ตโฟลิโอ ดังนั้นบริษัทต่างๆ จะมุ่งเน้นกลยุทธ์ "Corporate Clarity" หรือการแยกธุรกิจที่ไม่ใช่หัวใจหลักออกไป (Spin-offs) ควบคู่ไปกับการเข้าซื้อกิจการที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและกำไร

4. ดีลยักษ์และการควบรวมข้ามพรมแดน แนวโน้มการเกิด Mega-deals หรือดีลที่มีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือ ประมาณ 3.25 แสนล้านบาท) จะยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง หลังจากปีที่ผ่านมามีการทำสถิติสูงสุดถึง 71 ดีล มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (48.75 ล้านล้านบาท) ขณะที่การควบรวมข้ามพรมแดนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและการเข้าถึงทรัพยากรยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และแร่ธาตุสำคัญ

 

อนุ ไอย์เยนการ์ (Anu Aiyengar) หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาและการควบรวมกิจการระดับโลกของ เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) กล่าวว่า "ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทดสอบความเชื่อมั่นและพิสูจน์ให้เห็นว่าความยืดหยุ่นคือสิ่งสำคัญ แต่สำหรับปี 2569 โอกาสจะมาพร้อมกับความซับซ้อน ตลาดพร้อมสนับสนุนการขยับตัวที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และนักลงทุนก็พร้อมจะมอบรางวัลให้แก่บริษัทที่มีความเติบโต มีความคล่องตัว และมีนวัตกรรม"

ทิศทางการลงทุนปี 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจอย่างเฉียบคมในการเลือกใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือทางการเงินเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางโลกที่กำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในทุกมิติ