
กางแผน 3 บิ๊กพลังงาน รับลงทุน Data Center ดีมานด์ใช้ไฟพุ่ง 14,000 เมกะวัตต์
3 บิ๊กพลังงาน ชี้ดีมานด์ใช้ไฟ Data Center พุ่ง 14,000 MW ดันระบบเครียด กฟผ. แนะ SMR แก้ระยะยาว BCPG แนะใช้ Edge DC/Green 24/7 ขณะที่ RATCH ชู Smart Grid+AI คือสมองจัดสมดุลพลังงานทวนก่อนสาย
KEY
POINTS
- การลงทุนด้าน Data Center และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทยพุ่งสูงถึง 14,000 เมกะวัตต์ ทำให้เกิดความกังวลว่าพลังงานและระบบสายส่งอาจไม่เพียงพอ
- กฟผ. แนะแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นโดยให้ตั้ง Data Center ใกล้โรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุเพื่อใช้สายส่งที่มั่นคง และมองว่าเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เป็นทางออกในระยะยาว
- ราช กรุ๊ป ชี้ว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่ใช้ AI เป็นสมองในการบริหารจัดการ คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนสำหรับ Data Center
- BCPG เตือนถึงความเสี่ยงที่ไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอ แนะให้ใช้ Edge Data Center ขนาดเล็กเพื่อกระจายโหลด และผลักดันแผน PDP ใหม่ให้รองรับพลังงานสะอาด 24/7 ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน
งานสัมมนา PostToday Thailand Smart City 2026 “Data Center - พลิกประเทศ” จัดโดย Post Today ณ โรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงในแวดวงพลังงานของไทยได้มาเปิดเผยถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของระบบไฟฟ้าในประเทศ เมื่อคลื่นการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
กฟผ. เปิดตัวเลขดีมานด์ 14,000 MW ชี้ "พลังงานไม่พอ" ต้องหาไฟมั่นคงวันนี้
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มต้นการบรรยายด้วยการเปิดเผยตัวเลขที่สร้างความตื่นตัวในวงการ โดยระบุว่า หากย้อนไป 3-4 ปีที่แล้ว ศูนย์ข้อมูลระดับ Global Investor จะเข้ามาเจรจาขอใช้ไฟฟ้าประมาณ 50 เมกะวัตต์ต่อไซต์ แต่ปัจจุบัน นักลงทุนบางรายเข้ามาหารือที่ต้องการกำลังไฟฟ้าสูงถึง 800 เมกะวัตต์ และต้องการเข้ามาลงทุนด้วยขนาดที่ใหญ่มหาศาลเช่นนี้หลายราย
ข้อมูลล่าสุดของ กฟผ. พบว่า มีการตอบรับคำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ไปแล้ว 16 ราย คิดเป็นปริมาณประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ และยังมีผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบถามอีกกว่า 40-50 ราย รวมปริมาณอีก 10,000 เมกะวัตต์ การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้เกิดปัญหาที่ว่า "พลังงานก็ไม่พอ ไฟฟ้าส่งได้ไม่พอ" ในหลายพื้นที่ กฟผ. ต้องมีการหารือเรื่องการวางหลักประกันประมาณ 45 ล้านบาท เพื่อคัดกรองผู้ลงทุนจริงเนื่องจากพบว่าหลายราย "ไม่ใช่ตัวจริง"
รองผู้ว่าการ กฟผ. ยอมรับว่า นักลงทุนด้าน Data Center ยังคงต้องการ "ไฟที่มั่นคง" (Firm) เป็นอันดับแรก กฟผ. จึงแนะนำแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นสำหรับผู้ลงทุน โดยให้มองหาแหล่งไฟฟ้าที่กำลังจะหมดอายุ (Retire) เช่น โรงไฟฟ้าของ GBSC หรือของ กฟผ. เอง ซึ่งหากไปตั้ง Data Center ใกล้จุดเหล่านี้ จะมีสายส่ง 500 กิโลโวลต์ ที่มั่นคง นอกจากนี้ กฟผ. ยังเสนอแนะนวัตกรรมการใช้ "น้ำเย็น" จากกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในการระบายความร้อนของ Data Center ซึ่งเป็น Energy Efficiency ที่สูงมาก
ในส่วนของพลังงานสะอาดนั้น มีความท้าทายสูง กลไกการซื้อขายพลังงานสะอาด (M-EIS) มีประเด็นเรื่อง "Balance Cost" ที่แพงมาก เพราะพลังงานโซลาร์ให้ไฟได้เพียงแค่ 4-8 ชั่วโมง และไม่เสถียร สำหรับการเพิ่มเสถียรภาพ กฟผ. กำลังจัดตั้งศูนย์พยากรณ์โดยใช้ AI หลายโมเดลถึง 5-6 ตัว เพื่อให้สามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ ส่วนทางออกระยะยาว นายวฤตมองว่า เทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) มีแนวโน้มเป็นทางออกที่เมืองสามารถนำไปใช้ได้ และ "ไม่ยากอะไร" ในทางเทคโนโลยี แต่ความท้าทายหลักของ SMR คือ "กฎกติกา" หรือกฎหมายที่ต้องมีการออกมารองรับกระบวนการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อน
ราช กรุ๊ป ชี้ Smart Grid คือสมอง AI บริหารจัดการพลังงานทวน
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ว่าเป็นแกนหลักของการอยู่รอด นายนิทัศน์กล่าวว่า Smart Grid และ Smart City เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยให้ไทยเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืน
โดยระบุว่า Smart Grid ในปัจจุบันคือระบบที่รวมพลังงานทุกชนิดเข้าด้วยกัน และใส่ความฉลาด (AI) เข้าไป เพื่อบูรณาการพลังงานเหล่านั้นให้สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ นายนิทัศน์ชี้ว่า หัวใจและสมองของระบบนี้คือ ข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ความเชื่อมโยงระหว่าง Data Center, Smart Grid และความยั่งยืนนั้นแยกจากกันไม่ได้ Data Center ต้องการพลังงานหมุนเวียน แต่พลังงานเหล่านั้น มีความทวน (Intermittent) ดังนั้น AI จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยในการตัดสินใจและบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบกริด ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในแง่ของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Smart Grid ให้ประโยชน์ด้านความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพผู้ผลิตไฟฟ้าโดยการลดพลังงานสูญเสียในการส่ง
นายนิทัศน์ได้ยกกรณีศึกษาของต่างประเทศเพื่อเป็นบทเรียน เช่น J-Grid ในญี่ปุ่น ที่ใช้ระบบ V2G (Vehicle to Grid) ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายไฟกลับคืนสู่ระบบในช่วงที่ไฟฟ้าขาด และ สิงคโปร์ ที่ดำเนินโครงการ Smart Nation Initiative มาตั้งแต่ปี 2011 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง ความมั่นคง (Stability) ในท้ายที่สุด นายนิทัศน์สรุปว่า เมื่อประเทศไทยสามารถทำ Smart Grid ได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะมีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับ Data Center โดยมี AI ที่ทำงานบน Data Center เป็นเบื้องหลังของความสมาร์ทเหล่านั้น
BCPG) เตือนภัย PJM 5 GW ต่อปี แนะใช้ Edge DC และ Green 24/7 ก่อนไฟช็อต
นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (BCPG) ได้นำเสนอมุมมองที่เน้นการรับมือกับวิกฤตความต้องการพลังงาน โดยกล่าวว่า Data Center หรือ AI เป็นอะไรที่ "กินจุกมาก" ทั้งการกินไฟ การกินน้ำ และการใช้ทรัพยากร หากไม่มีการจัดการที่ดี โอกาสที่ระบบพลังงานของประเทศจะเกิด การช็อต (ขาดแคลน) นั้นมีสูง
นายรวีได้ใช้กรณีศึกษาของกลุ่ม PJM ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มี Data Center เข้าไปอยู่รวมกัน PJM กำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center สูงถึง 5 Gigawatts (GW) ต่อปี และปัจจุบัน PJM มีค่า Margin ในระบบเพียง 15% ซึ่งเป็นระดับที่เริ่ม "เครียด" พร้อมกล่าวเตือนว่า หากประเทศไทยจัดการไม่ดี อาจเกิดสถานการณ์ที่ไฟฟ้าช็อต หรือเกิดการแย่งไฟกันระหว่างผู้ใช้ นอกจากนี้ ปัญหาหลักของไทยคือเรื่อง "สายส่ง" (Transmission Line) และการจัดการ "น้ำ" ของ Data Center
BCPG ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว โดย:
- ควรพิจารณานำแนวคิด Edge Data Center กลับมาใช้ ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (10-20 เมกะวัตต์) เพื่อช่วย กระจายโหลดไฟฟ้า แทนการกระจุกตัวในไซต์ขนาดใหญ่
- ประเทศไทยควรเริ่มใส่โครงสร้างของพลังงานสีเขียว (Green Structure) ในการบริหารจัดการ Data Center ตั้งแต่วันนี้
- ควรผลักดันให้แผน PDP ฉบับใหม่ พิจารณาเพื่อให้พลังงานสีเขียวสามารถจ่ายไฟได้ 24/7 อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องมีการนำระบบแบตเตอรี่ (Battery) และ Energy Storage ต่าง ๆ มาใช้
ก่อนจบการนำเสนอ นายรวีได้ทิ้งคำถามที่สำคัญที่สุดไว้ว่า "แล้วประเทศไทยเนี่ย เราได้อะไรจากนี้ Data Center" พร้อมเสนอให้ไทยเปลี่ยนแนวคิดจาก "ผู้ซื้อ" ไฟฟ้า ให้เป็น "ผู้ผลิต" ในซัพพลายเชนของพลังงานโซลาร์ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับ Economic Value เพิ่มขึ้นและเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในอนาคต






