
3 กรรมการ กสทช. ซัด “นพ.สรณ” ดึงดันนัดประชุม-จี้สอบปมยูโซ่ 5.4 พันล้าน
"3 กสทช." เปิดศึกซัด “ประธาน กสทช." จงใจนัดประชุมทั้งที่รู้ว่าติดภารกิจ ยันการลาประชุมถูกกฎหมายไม่ใช่การขาดประชุม พร้อมแฉพิรุธโครงการยักษ์ USO 3 มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท จี้ตรวจสอบความโปร่งใส
KEY
POINTS
- กรรมการ กสทช. 3 ท่าน กล่าวหาประธาน กสทช. (นพ.สรณ) ว่าจงใจนัดประชุมในช่วงที่ทราบว่ากรรมการท่านอื่นติดภารกิจ ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
- ยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ลาประชุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่การ "ขาดประชุม" หรือละเลยหน้าที่ และมีเจตนาเพื่อให้กระบวนการทำงานโปร่งใส
- เรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการอินเทอร์เน็ตพื้นที่ห่างไกล (ยูโซ่ 3) มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับวงเงิน
16 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3 กรรมการ กสทช. ประกอบด้วย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์, พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยถึงจุดยืนการปฏิบัติหน้าที่
ปมร้อนองค์ประชุมและการนัดหมาย
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุว่า การนัดประชุมของประธาน กสทช. (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) หลายครั้งที่ผ่านมา มักเกิดขึ้นในลักษณะที่ทราบดีอยู่แล้วว่ากรรมการบางท่านติดภารกิจหรือเดินทางไปต่างประเทศ แต่ยังคงดึงดันนัดประชุม จนทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
ก่อนจะถูกนำไปกล่าวอ้างว่ากรรมการเสียงข้างมาก "ขาดประชุม" ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตามข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ การลาประชุมด้วยเหตุผลทางกฎหมายหรือภารกิจถือเป็นสิทธิชอบธรรม และไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างว่าบอร์ดชุดดังกล่าวละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ พร้อมยืนยันว่าการใช้สิทธิลาหรือทักท้วงวาระต่างๆ ไม่มีเจตนาขัดขวางการทำงาน แต่ต้องการให้ทุกกระบวนการโปร่งใสและถูกต้องตามระเบียบราชการ
แฉซ้ำปมโปร่งใส โครงการ USO 3 วงเงิน 5,400 ล้าน
ด้าน พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ เปิดเผยถึงข้อสังเกตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (โครงการยูโซ่ 3) จำนวน 5 สัญญา มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติจากบอร์ดเดิมมาตั้งแต่ปี 2564 และปัจจุบันสำนักงานต้องเป็นผู้ดำเนินการต่อ
ทว่ากลับมีข้อสงสัยเรื่องวงเงินเกินกว่า 200 ล้านบาท ที่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ทางฝ่ายเลขาธิการและคณะทำงานจึงต้องทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานเพื่อความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายและความน่าเชื่อถือขององค์กรในอนาคต.







