
เทียบชัดๆ สมาร์ทโฟนจอพับไซซ์พาสปอร์ต iPhone Duo–Galaxy Z Fold8–Xiaomi 18 Fold
เจาะสเปกสมาร์ทโฟนจอพับไซซ์พาสปอร์ต 3 รุ่นเด่น เทียบน้ำหนัก ความบาง หน้าจอ ชิป กล้อง แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และจุดขายที่แตกต่างกัน
KEY
POINTS
- เปรียบเทียบสมาร์ทโฟนจอพับ 3 รุ่นใหม่ในทรง "ไซซ์พาสปอร์ต" ได้แก่ iPhone Duo, Galaxy Z Fold8 และ Xiaomi 18 Fold ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกัน
- Galaxy Z Fold8 ชูจุดเด่นด้านความเบาและบางที่สุดในกลุ่ม (201 กรัม) เหมาะกับการพกพา ขณะที่ iPhone Duo เน้นประสบการณ์ผ่านระบบนิเวศ iOS และวัสดุไทเทเนียม
- Xiaomi 18 Fold โดดเด่นด้านฮาร์ดแวร์ โดยเป็นรุ่นเดียวที่มีกล้อง Telephoto และให้แบตเตอรี่ความจุมากที่สุด (6,000 mAh)
ตลาดสมาร์ทโฟนจอพับกำลังเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่ หลังผู้ผลิตรายใหญ่หันมาพัฒนาตัวเครื่องแบบ “ไซซ์พาสปอร์ต” ที่มีรูปทรงสั้นและกว้างกว่าสมาร์ทโฟนจอพับแบบหนังสือในช่วงที่ผ่านมา รูปทรงดังกล่าวช่วยให้ตัวเครื่องขณะพับมีขนาดกะทัดรัดและได้หน้าจอด้านนอกที่กว้างขึ้น เมื่อกางออกจะมีสัดส่วนใกล้เคียงแท็บเล็ต เหมาะกับการอ่านเอกสาร ดูวิดีโอ เล่นเกม และเปิดหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน
3 รุ่นที่ถูกจับตามอง ได้แก่ iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple, Samsung Galaxy Z Fold8 และ Xiaomi 18 Fold โดยแต่ละค่ายวางจุดขายแตกต่างกัน ทั้งระบบนิเวศซอฟต์แวร์ ความบางเบา กล้อง และแบตเตอรี่
เทียบน้ำหนักและความบาง
Galaxy Z Fold8 ได้เปรียบด้านการพกพามากที่สุด ด้วยน้ำหนัก 201 กรัม ตามด้วย Xiaomi 18 Fold น้ำหนัก 219 กรัม ส่วน iPhone Duo มีน้ำหนัก 254 กรัม
เมื่อกางหน้าจอ Galaxy Z Fold8 บางที่สุดที่ 4.5 มิลลิเมตร ตามด้วย Xiaomi 18 Fold ที่ 5.02 มิลลิเมตร และ iPhone Duo ที่ 5.2 มิลลิเมตร
ส่วนความหนาขณะพับ Galaxy Z Fold8 อยู่ที่ 9.7 มิลลิเมตร Xiaomi 18 Fold อยู่ที่ 10.68 มิลลิเมตร หรือประมาณ 10.7 มิลลิเมตร ขณะที่ iPhone Duo หนา 11.3 มิลลิเมตร
หากพิจารณาเฉพาะน้ำหนักและความบาง Galaxy Z Fold8 จึงคล่องตัวที่สุดในกลุ่ม ส่วน iPhone Duo มีน้ำหนักมากกว่า Galaxy Z Fold8 ถึง 53 กรัม และหนากว่าเมื่อพับประมาณ 1.6 มิลลิเมตร
iPhone Duo ชูจุดแข็ง iOS และระบบนิเวศ Apple
iPhone Duo เป็นสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple มาพร้อมหน้าจอด้านนอก Super Retina XDR ขนาด 5.4 นิ้ว และหน้าจอพับด้านในขนาด 7.6 นิ้ว
ทั้งสองหน้าจอรองรับ ProMotion อัตรารีเฟรชแบบปรับได้สูงสุด 120Hz, Always-On Display และความสว่างกลางแจ้งสูงสุด 3,000 นิต
หน้าจอด้านในใช้ผิวแบบ Nano-texture เพื่อลดแสงสะท้อนและทำให้รอยพับมองเห็นได้ยากขึ้น ส่วนบานพับประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการพับและช่วยพยุงหน้าจอให้เรียบเมื่อกางออก
ตัวเครื่องผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ส่วนฝาครอบบานพับเป็นไทเทเนียมรีไซเคิลที่ผลิตด้วยกระบวนการพิมพ์สามมิติ พร้อมมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่น IP68
ด้านซอฟต์แวร์ Apple ออกแบบประสบการณ์บน iOS 27 สำหรับการใช้งานอุปกรณ์จอพับ โดย iPhone Duo จะวางจำหน่ายพร้อม iOS 27.1 รองรับการเปิดแอปพลิเคชันแบบแบ่งหน้าจอ การตั้งเครื่องเพื่อวิดีโอคอลโดยไม่ต้องถือ และการใช้งานในมุมต่างๆ
Apple ระบุด้วยว่า iPhone Duo จะรองรับ Apple Pencil รุ่น USB-C ภายในช่วงปลายปี 2569 สามารถใช้จดบันทึก วาดภาพ และทำเครื่องหมายบนเอกสารได้ทั้งหน้าจอด้านในและด้านนอก
ภายในใช้ชิป A20 Pro ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง 6 คอร์ หน่วยประมวลผลกราฟิก 7 คอร์ และ Dual 16-core Neural Engine พร้อมระบบระบายความร้อน Vapor Chamber รองรับงานประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ การเล่นเกม และการทำงานหลายแอปพลิเคชัน
กล้องหลังมีสองตัว ได้แก่ กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซลและกล้อง Ultra Wide 48 ล้านพิกเซล แม้ไม่มีกล้อง Telephoto แยก แต่สามารถใช้เซ็นเซอร์กล้องหลักสร้างภาพซูม 2 เท่าในระดับคุณภาพใกล้เคียงออปติคัล
ฟีเจอร์เฉพาะของจอพับประกอบด้วย Duo Preview ซึ่งเปิดให้ผู้ถูกถ่ายดูภาพผ่านหน้าจอด้านนอก และ Smart Take สำหรับถ่ายภาพอัตโนมัติโดยไม่ต้องถือเครื่อง
iPhone Duo ใช้ระบบแบตเตอรี่คู่ โดย Apple ไม่เปิดเผยความจุแบตเตอรี่เป็นตัวเลข แต่ระบุว่าสามารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 44 ชั่วโมงเมื่อใช้หน้าจอด้านนอก และ 31 ชั่วโมงเมื่อใช้หน้าจอด้านใน
ระบบชาร์จเร็วสามารถชาร์จแบตเตอรี่ถึง 50% ภายในประมาณ 20 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ที่รองรับกำลังไฟ 60W ขึ้นไป ซึ่งจำหน่ายแยกต่างหาก
จุดที่ต้องพิจารณาคือน้ำหนัก 254 กรัม ความหนาขณะพับ 11.3 มิลลิเมตร การไม่มีกล้อง Telephoto แยก และการใช้ Touch ID บริเวณปุ่มด้านข้างแทน Face ID
iPhone Duo เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในประเทศไทยวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 23 ตุลาคม 2569 มีให้เลือก 4 ความจุ ดังนี้
- iPhone Duo ความจุ 256GB ราคา 79,900 บาท
- iPhone Duo ความจุ 512GB ราคา 87,900 บาท
- iPhone Duo ความจุ 1TB ราคา 103,900 บาท
- iPhone Duo ความจุ 2TB ราคา 127,900 บาท
Galaxy Z Fold8 เบาและบางที่สุด
Galaxy Z Fold8 มีจุดเด่นสำคัญคือน้ำหนักเพียง 201 กรัม บาง 4.5 มิลลิเมตรเมื่อกาง และ 9.7 มิลลิเมตรเมื่อพับ ทำให้เป็นรุ่นที่เบาและบางที่สุดในกลุ่ม
Samsung ใช้เทคโนโลยี Flex Titanium โดยเสริมไทเทเนียมสองชั้นบริเวณชั้นดูดซับแรงกระแทกใต้หน้าจอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับหน้าจอพับ พร้อมใช้บานพับ Armor FlexHinge และโครงเครื่อง Armor Aluminum
หน้าจอด้านนอกขนาด 5.5 นิ้ว ใช้สัดส่วน 10:16 ส่วนหน้าจอด้านในขนาด 7.6 นิ้ว ใช้สัดส่วน 4:3 และมีความสว่างสูงสุด 3,000 นิต เหมาะกับการอ่านข่าว อีบุ๊ก เปิดเว็บไซต์ ดูวิดีโอ และทำงานหลายแอปพลิเคชัน
Galaxy Z Fold8 ใช้ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy ทำงานบน One UI 9 ซึ่งปรับหน้าจอหลักและระบบ Multi Window ให้เหมาะกับตัวเครื่องจอพับ รองรับการแบ่งหน้าจอแบบสองหรือสามหน้าต่าง
Samsung ยังเชื่อม Galaxy AI เข้ากับฟีเจอร์ด้านภาพและการทำงาน เช่น Photo Assist, My FanCam และ Now Nudge พร้อมรองรับบริการและเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของ Google โดยความพร้อมใช้งานอาจแตกต่างกันตามประเทศ ภาษา และบัญชีผู้ใช้
แบตเตอรี่มีความจุ 4,800 mAh โดย Samsung ระบุว่าสามารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 26 ชั่วโมง และรองรับระบบชาร์จเร็วผ่านสาย
ชุดกล้องหลังประกอบด้วยกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซลและกล้อง Ultra Wide 50 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าบนหน้าจอด้านนอกและหน้าจอด้านในมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซลเท่ากัน
Galaxy Z Fold8 ไม่มีกล้อง Telephoto แยก แต่กล้องหลักรองรับการซูม 2 เท่าในระดับคุณภาพใกล้เคียงออปติคัล และซูมดิจิทัลสูงสุด 10 เท่า
ข้อจำกัดอีกประการคือ Galaxy Z Fold8 ไม่รองรับ S Pen อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องที่เบาและบางกว่าคู่แข่งทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการพกสมาร์ทโฟนจอพับติดตัวตลอดวัน
สำหรับราคาจำหน่ายเครื่องเปล่า (ศูนย์ไทย)
- ความจุ 256GB / RAM 12GB: ราคา 61,900 บาท
- ความจุ 512GB / RAM 12GB: ราคา 69,900 บาท
- ความจุ 1TB / RAM 16GB: ราคา 85,900 บาท
Xiaomi 18 Fold จัดเต็มกล้องและแบตเตอรี่
Xiaomi 18 Fold วางจุดขายด้านฮาร์ดแวร์ โดยให้แบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh มากที่สุดในกลุ่ม รองรับการชาร์จผ่านสาย 67W และชาร์จไร้สาย 50W
หน้าจอด้านนอกมีขนาด 5.38 นิ้ว ส่วนหน้าจอด้านในมีขนาด 7.58 นิ้ว ทั้งสองหน้าจอรองรับอัตรารีเฟรชแบบปรับได้ 1–120Hz และความสว่างสูงสุด 4,000 นิต
ระบบซอฟต์แวร์รองรับการแบ่งพื้นที่บนหน้าจอเพื่อเปิดใช้งานพร้อมกันได้สูงสุดสามแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถทำงาน ดูข้อมูล และสื่อสารได้ในหน้าจอเดียว
ภายในใช้ชิป XRING O3 ที่ Xiaomi พัฒนาขึ้นเอง ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 3 นาโนเมตร ทำงานร่วมกับ HyperOS 4 มีหน่วยความจำสูงสุด 16GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 1TB
จุดเด่นสำคัญคือระบบกล้อง Leica สามตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 200 ล้านพิกเซล กล้อง Periscope Telephoto 50 ล้านพิกเซล รองรับการซูมแบบออปติคัล 3.5 เท่า และกล้อง Ultra Wide 50 ล้านพิกเซล
Xiaomi 18 Fold มีน้ำหนัก 219 กรัม หนักกว่า Galaxy Z Fold8 อยู่ 18 กรัม แต่เบากว่า iPhone Duo 35 กรัม จึงเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างความคล่องตัวกับการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และระบบกล้องที่ครอบคลุมกว่า
ราคาในจีนเริ่มต้นที่ 10,999 หยวน หรือประมาณ 49,000–50,000 บาท โดยขณะนี้วางจำหน่ายเฉพาะตลาดจีน และยังไม่มีประกาศราคาและกำหนดวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
สรุปจุดเด่นของแต่ละรุ่น
iPhone Duo เหมาะกับผู้ใช้ระบบนิเวศ Apple ที่ต้องการรวมประสบการณ์ระหว่าง iPhone และแท็บเล็ตไว้ในอุปกรณ์เดียว โดยมีจุดแข็งด้าน iOS วัสดุตัวเครื่อง การเชื่อมต่อกับบริการของ Apple และการรองรับ Apple Pencil ในอนาคต
Galaxy Z Fold8 เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักและความบาง เพราะเป็นรุ่นที่คล่องตัวที่สุดในกลุ่ม พร้อมระบบ Multi Window และ Galaxy AI ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานบนหน้าจอพับ
ส่วน Xiaomi 18 Fold เหมาะกับผู้ที่ต้องการฮาร์ดแวร์ระดับสูง กล้องครบทั้งมุมกว้าง ระยะปกติและ Telephoto พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และระบบชาร์จที่มีกำลังสูงกว่าคู่แข่ง
การแข่งขันของสมาร์ทโฟนจอพับไซซ์พาสปอร์ตจึงไม่ได้วัดกันเพียงขนาดหน้าจอ แต่เป็นการเลือกจุดสมดุลระหว่างน้ำหนัก ความบาง กล้อง แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และระบบนิเวศของแต่ละค่าย







