
‘ไชยชนก ชิดชอบ’ ชูบทบาทตัวเชื่อม ดึงคนเข้าระบบ-ส่งสวัสดิการตรงเป้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
'ไชยชนก ชิดชอบ' กางโรดแมปบูรณาการข้อมูลทุกกระทรวง ยกระดับฐานข้อมูลรัฐชี้เป้าความช่วยเหลือให้ตรงจุด ประเดิมโครงการไทยช่วยไทยพลัสแก้ค่าครองชีพ วางแผนย้าย DGA ซบกระทรวงดีอี
KEY
POINTS
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปรับบทบาทเป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างรัฐและประชาชนผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส"
- มีเป้าหมายหลักเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การส่งมอบสวัสดิการและความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงเป้าหมายและรวดเร็ว
- ยกเลิกวิธีการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแห โดยจะใช้ข้อมูลในการชี้เป้าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง โดยเฉพาะในภาวะค่าครองชีพสูง
- เตรียมบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงมหาดไทย และดึงสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงดีอี
วันนี้ 16 เมษายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้แถลงนโยบายขับเคลื่อนของกระทรวงดีอี ว่า กระทรวงดีอี ได้ประกาศวางตำแหน่งหน่วยงานใหม่จากการเป็นเพียงผู้ดูแลด้านเทคโนโลยี สู่การเป็น “ตัวเชื่อม” กลางระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชน เพื่อให้การส่งต่อสวัสดิการและนโยบายแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ เป็นไปอย่างแม่นยำและโปร่งใส
ประเดิมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เป้าหมายหลัก เร่งดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งถึงมือประชาชนได้รวดเร็วและเป็นธรรม
ด้วยการเลิกแจกแบบหว่าน เน้นการใช้ข้อมูลชี้เป้าเพื่อให้รู้ว่าใครอยู่ที่ไหน และต้องการความช่วยเหลือด้านใดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น
โดยตั้งเป้าภายในสิ้นเดือนเมษายน 2026 นี้ จะต้องเริ่มเห็นโครงสร้างหลักที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานด้านสังคม และหน่วยงานด้านการคลังเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตามเพื่อให้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลเดินหน้าได้จริง กระทรวงดีอีเตรียมบูรณาการหน่วยงานหลัก ดังนี้ ดึง DGA สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) เข้ามาเสริมทัพ จากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาสังกัดกระทรวงดีอีในเร็ว ๆ นี้
โดยให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นกลไกหลักในการประมวลผลและบูรณาการข้อมูลร่วมกัน มุ่งเพิ่มจำนวนประชาชนในระบบแอปพลิเคชันจากปัจจุบัน 30 ล้านคน ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดปัญหาคนตกหล่นนอกระบบสวัสดิการ.







