
แฮกเกอร์อิหร่าน เจาะ CCTV อิสราเอล-ตะวันออกกลางสอดแนมการทหาร
กลุ่มแฮกเกอร์อิหร่านรุกหนัก เจาะกล้อง CCTV ในอิสราเอลและตะวันออกกลาง หวังใช้เป็นข้อมูลนำทางก่อนการโจมตีทางทหาร
KEY
POINTS
- กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีกล้องวงจรปิด (CCTV) หลายร้อยตัวในอิสราเอลและตะวันออกกลางเพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวทางการทหาร
- การโจมตีมุ่งเน้นไปที่กล้องยี่ห้อ Hikvision และ Dahua โดยอาศัยช่องโหว่ความปลอดภัยที่รู้จักกันดีซึ่งมีแพตช์แก้ไขแล้ว
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นยุทธวิธี "สอดแนมทางดิจิทัล" (Digital Reconnaissance) เพื่อเตรียมการและสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่
รายงานล่าสุดจาก Check Point Research พบความพยายามในการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศอิหร่าน โดยตั้งเป้าไปที่กล้องวงจรปิด (IP Camera) จำนวนหลายร้อยรายการในอิสราเอลและกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง อาทิ กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางการทหาร
การโจมตีนี้มุ่งเน้นไปที่การเจาะระบบกล้อง CCTV ยี่ห้อ Hikvision และ Dahua ผ่านการใช้เครือข่าย VPN และ VPS เพื่อพรางตัวในการสแกนหาช่องโหว่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่ไม่ใช่เพียงการจารกรรมข้อมูลทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่
พฤติกรรมการโจมตีดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธวิธี "Digital Reconnaissance" หรือการสอดแนมทางดิจิทัลที่อิหร่านมักนำมาใช้ก่อนการโจมตีทางกายภาพ โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 เคยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ภายใต้หน่วยงานด้านข่าวกรองของอิหร่านสามารถเข้าถึงระบบสตรีมมิ่งสดของกล้อง CCTV ในกรุงเยรูซาเลมเพื่อระบุเป้าหมาย ก่อนจะมีการระดมยิงขีปนาวุธในเวลาต่อมา
สำหรับการโจมตีในระลอกปัจจุบัน แฮกเกอร์ได้อาศัยช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่รู้จักกันดี (CVE) ทั้งในส่วนของการยืนยันตัวตน และการใช้ Command Injection ซึ่งล้วนแต่เป็นช่องโหว่ที่มีแพตช์แก้ไขออกมาแล้วทั้งสิ้น
ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยได้ออกคำเตือนให้ผู้ดูแลระบบเร่งอัปเดตเฟิร์มแวร์ของกล้องวงจรปิดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที พร้อมแนะนำให้ยกเลิกการเชื่อมต่อกล้องโดยตรงกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ และควรแยกการทำงานของกล้องไว้ในเครือข่ายเฉพาะ เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากภายนอก
นอกจากนี้ Unit 42 จาก Palo Alto Networks ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าเริ่มพบความเคลื่อนไหวจากกลุ่มแฮกเกอร์ฝั่งรัสเซียที่เข้ามาผสมโรงในภูมิภาคนี้ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับภูมิภาคมีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ที่มา Theregister

