
ไซเบอร์อิหร่านอัมพาต! สหรัฐฯ-อิสราเอล ไล่ถล่มระบบตัดวงจรแฮกเกอร์รัฐ
CrowdStrike - Palo Alto Networks เผยปฏิบัติการ Epic Fury และ Roaring Lion ทำลายระบบสื่อสารอิหร่านจนแฮกเกอร์รัฐหยุดชะงัก แม้กลุ่มอุดมการณ์พยายามสร้างกระแสโจมตีป่วนเมืองแต่หลักฐานยังต่ำ ด้าน NCSC อังกฤษเตือนทั่วโลกเร่งรับมืออาชญากรไซเบอร์ฉวยโอกาสช่วงสงครามขยายวงโจมตี
KEY
POINTS
- ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control) ของอิหร่าน
- ผลกระทบดังกล่าวทำให้ขีดความสามารถในการโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนลดลงอย่างมากและยังไม่มีความเคลื่อนไหวรุนแรง
- แม้แฮกเกอร์ระดับรัฐจะเงียบไป แต่กลุ่มแฮกเกอร์พันธมิตรที่สนับสนุนอิหร่านยังคงเคลื่อนไหวโจมตีในระดับต่ำและเปิดปฏิบัติการใหม่ๆ ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมยังคงสูง
สืบเนื่องจากปฏิบัติการทางทหาร Epic Fury ของสหรัฐฯ และ Roaring Lion ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสื่อสารสำคัญของอิหร่านอย่างรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากหลายสำนัก อาทิ CrowdStrike และ Palo Alto Networks รายงานว่า แม้จะมีการลุกฮือของกลุ่มแฮกเกอร์สายอุดมการณ์ (Hacktivist) ที่สนับสนุนอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หน่วยปฏิบัติการไซเบอร์ระดับรัฐบาล (State-sponsored actors) ของอิหร่านกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้
สาเหตุหลักคาดว่าเกิดจากการที่ระบบอินเทอร์เน็ตในอิหร่านถูกตัดขาดเข้าสู่ช่วงวันที่ 4 และระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control) ถูกทำลาย ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินปฏิบัติการไซเบอร์ระดับสูงลดลงชั่วคราว
ในขณะนี้ แฮกเกอร์กลุ่มต่าง ๆ ได้พยายามสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มใต้ดิน โดยมีการอ้างชัยชนะในการเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบควบคุมอุตสาหกรรม (ICS) และคลังเสบียงอาหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Flashpoint และ Sophos ระบุว่าคำกล่าวอ้างส่วนใหญ่ยังขาดหลักฐานยืนยัน และมักจะเป็นเพียงการโจมตีระดับต่ำเพื่อสร้างความตื่นตระหนกเท่านั้น เช่น การยิงทราฟฟิกให้เว็บไซต์ล่ม (DDoS) หรือการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ (Defacement) เป็นต้น
สถานการณ์ยังคงมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากกลุ่มพันธมิตรแฮกเกอร์ที่สนับสนุนอิหร่านและรัสเซียได้เริ่มปฏิบัติการ 'OpIsrael' โดยพุ่งเป้าโจมตีหน่วยงานรัฐ ภาคการเงิน และผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ รวมถึงมีการใช้มัลแวร์ขโมยข้อมูล (Infostealer) และการหลอกลวงทางจิตวิทยา (Social Engineering) เพื่อขยายวงกว้างของการโจมตี
ทางด้านหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติของอังกฤษ (NCSC) และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจึงออกคำเตือนให้องค์กรทุกภาคส่วนเร่งทบทวนมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะแม้กลุ่มระดับรัฐจะยังนิ่งสงบ แต่อาชญากรไซเบอร์รายอื่นอาจฉวยโอกาสจากสถานการณ์สงครามนี้ในการโจมตีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนได้
ที่มา Securityweek






