

KEY
POINTS
ปี 2569 ผู้บริโภคไม่ได้มอง “เครือข่าย” เป็นแค่บริการสื่อสารอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศที่ขาดไม่ได้ และอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิต ตั้งแต่การทำงานและการเรียนรู้แบบออนไลน์ การทำธุรกรรมการเงิน การค้าขายและสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเข้าถึงความบันเทิงและข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์
สิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากเครือข่ายจึงยกระดับจาก “มีสัญญาณ” ไปสู่ “ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด” ในทุกพื้นที่ ทุกสถานการณ์ และทุกช่วงเวลาที่สำคัญของสังคม
ในบริบทนี้ AIS เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งการเสริมศักยภาพคลื่นความถี่ การยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนกลางของการบริหารจัดการเพื่อให้เครือข่ายดูแลตัวเองได้มากขึ้น
โดยในปี 2569 AIS วางกรอบงบลงทุน 30,000–35,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ ผ่านการพัฒนาโครงข่าย 5G ควบคู่การผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลกเพื่อผลักดันการเป็นศูนย์รวม AI Ecosystem ครั้งใหญ่รายแรกของประเทศ ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การยกระดับบทบาทของเครือข่ายให้เป็น National Digital Infrastructure ที่พร้อมรองรับการใช้งานของคนไทยอย่างเต็มศักยภาพ
นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “เมื่อเราพูดถึง National Digital Infrastructure สิ่งสำคัญคือ โครงข่ายต้องมีความพร้อมทั้งด้าน Coverage ที่กว้างไกลและคุณภาพการให้บริการที่เชื่อถือได้ โดยวันนี้ AIS ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ครอบคลุมมากกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร และมีโครงข่ายบรอดแบนด์ครอบคลุมมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน รวมถึงมีการขยายโครงสร้างดิจิทัลอัจฉริยะอย่าง Data Center และ Cloud ของประเทศ
คลื่นมากที่สุด การันตีด้วยรางวัลระดับโลก สู่ประสบการณ์ที่เชื่อมั่นได้
“คลื่นความถี่” คือทรัพยากรหลักที่กำหนดศักยภาพเครือข่ายทั้งด้านแบนด์วิธ ความครอบคลุม และการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน ยิ่ง AIS มีคลื่นที่หลากหลายและบริหารจัดสรรได้มีประสิทธิภาพ เครือข่ายก็ยิ่งรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หนาแน่นได้ดีขึ้นตั้งแต่เมืองใหญ่ถึงพื้นที่ท่องเที่ยวและภูมิภาค
Autonomous Network เครือข่ายขับเคลื่อนด้วย AI ที่ทำให้ “ความอัจฉริยะ” กลายเป็นมาตรฐานใหม่
เมื่อดาต้าเติบโตและพฤติกรรมผู้ใช้หลากหลายขึ้น เครือข่ายยุคใหม่จึงต้อง “บริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง” มากกว่าเดิม เพราะทราฟฟิกเปลี่ยนเร็วและความหนาแน่นสลับจุดได้ตลอดเวลา แนวคิด Autonomous Network จึงยกระดับเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะ สามารถรับรู้สถานการณ์ ประเมินผลกระทบ และปรับการทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยบริหารทราฟฟิก จัดสรรทรัพยากร และดูแลคุณภาพสัญญาณให้แม่นยำตามพื้นที่และช่วงเวลา ส่งผลให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นทั้งความต่อเนื่องของการใช้งาน การรองรับช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่น และการจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้
นวัตกรรมเครือข่าย และ AI ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และประสบการณ์ที่ดีขึ้น
พฤติกรรมผู้ใช้งานในไทยแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลา บางจุดหนาแน่นจากจำนวนอุปกรณ์ 5G บางพื้นที่เด่นด้านอัปโหลดจากการไลฟ์และค้าขายออนไลน์ ขณะที่บางช่วงเป็นพีคจากกิจกรรมใหญ่หรือเทศกาลสำคัญ AIS จึงพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในแต่ละบริบท ทั้ง 5G Uplink 2CCเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอัปโหลดผ่านการรวมคลื่น, Massive MIMO และ 5G Downlink 3CC เพื่อรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมากในพื้นที่เมืองและศูนย์กลางธุรกิจ และ VoNR บน 5G SA เพื่อยกระดับคุณภาพการโทรให้คมชัดและใช้งานดาต้าควบคู่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวางเทคโนโลยีให้เหมาะกับพื้นที่และพฤติกรรม ผลลัพธ์คือประสบการณ์โดยรวมที่ดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และยังเป็นฐานให้ AIS ต่อยอดนวัตกรรมเครือข่ายใหม่ ๆ ได้ต่อเนื่องตามการใช้งานและบริการดิจิทัลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เครือข่ายเชื่อมความสุขทุกที่ทั่วไทย…เมื่อ Coverage ที่ลูกค้าสัมผัสได้คือ “ความต่อเนื่อง”
ในปี 2569 คำว่า Coverage ไม่ได้หมายถึงแค่ “มีสัญญาณ” แต่คือ “ความต่อเนื่องของประสบการณ์” ตั้งแต่ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง เส้นทางคมนาคมหลัก สถานีขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงพื้นที่จัดกิจกรรมและช่วงเทศกาลที่การใช้งานพุ่งสูงพร้อมกัน โดย AIS สื่อสารการขยายเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมประชากรมากกว่า 95% เพื่อให้คนไทยทุกภูมิภาคเข้าถึงดิจิทัลได้ใกล้เคียงกัน และรองรับการใช้งานหลากหลายทั้งทำงาน เรียน เดินทาง ค้าขายออนไลน์ และเสพคอนเทนต์คุณภาพ พร้อมทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า “ใช้ต่อเนื่องได้จริง” ในจุดที่ใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่เฉพาะบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา
เครือข่ายเคียงข้างคนไทย … “ความพร้อม” ที่จะอยู่กับคนไทยในทุกวิกฤต
บทบาทของ National Digital Infrastructure ไม่ได้มีไว้รองรับการใช้งานในวันปกติเท่านั้น แต่ต้อง “พร้อมสนับสนุน” เมื่อเกิดวิกฤตที่สังคมต้องพึ่งพาการสื่อสารอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ต้องมีเครือข่ายรองรับการประสานงาน การติดต่อของประชาชน และการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยจากแนวทางที่ AIS สื่อสารในหลายกรณี จะเห็นการเตรียมความพร้อมทั้งการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ การมอนิเตอร์เครือข่าย 24 ชั่วโมง การจัดกำลังสำรองและอุปกรณ์สนับสนุน รวมถึงการระดมทรัพยากรและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารและการช่วยเหลือดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงสะท้อนว่าเครือข่าย AIS ไม่ได้เป็นเพียงโครงข่ายเพื่อการใช้งานทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างที่ “อยู่กับคนไทย” ในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความหมายมากที่สุด
เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับทุกการดำเนินชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็น “ส่วนหนึ่งของประสบการณ์จากเครือข่าย” ผู้บริโภคต้องการความอุ่นใจ ว่าการใช้งานถูกดูแลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการลดความเสี่ยงจากสแปม ลิงก์อันตราย และกลโกงที่เกิดขึ้นทุกวัน AIS จึงขับเคลื่อนแนวทางเครือข่ายปลอดภัยผ่านการเฝ้าระวังและคัดกรองความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดด้วยโซลูชันดิจิทัลและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องคนไทยจากภัยออนไลน์ในภาพรวม สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้ง “ประสบการณ์ที่ดี” และ “ความปลอดภัย” เป็นมาตรฐานเดียวกัน