thansettakij
thansettakij
แฮกเกอร์ รายได้ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ หลังองค์กรหยุดจ่ายค่าไถ่

แฮกเกอร์ รายได้ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ หลังองค์กรหยุดจ่ายค่าไถ่

29 ต.ค. 68 | 08:29 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 68 | 08:41 น.

ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือแรนซัมแวร์ เผยสถิติใหม่ชี้ องค์กรทั่วโลกหยุดจ่ายค่าไถ่แรนซัมแวร์ ทำรายได้แฮกเกอร์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

KEY

POINTS

  • อัตราการจ่ายเงินค่าไถ่ขององค์กรลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23% เนื่องจากมาตรการป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นและแรงกดดันจากหน่วยงานกฎหมาย
  • แม้แฮกเกอร์จะปรับกลยุทธ์มาใช้การขโมยข้อมูลเพื่อขู่กรรโชก (Double Extortion) แต่แนวโน้มการจ่ายเงินและจำนวนเงินค่าไถ่โดยเฉลี่ยยังคงลดลง
  • เมื่อองค์กรใหญ่ป้องกันตัวได้ดีขึ้น กลุ่มแฮกเกอร์จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปโจมตีบริษัทขนาดกลางซึ่งมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายเงินมากกว่า

รายงานล่าสุดจาก Coveware ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือแรนซัมแวร์ เผยสถิติสำคัญว่าอัตราการจ่ายเงินค่าไถ่ขององค์กรที่ตกเป็นเหยื่อลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มีบริษัทที่ถูกโจมตีเพียง 23% เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงิน

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับแนวโน้มขาลงต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา (เทียบกับไตรมาส 1 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 28% ) ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวโน้มนี้เกิดขึ้นคือการที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้มาตรการป้องกันที่แข็งแกร่งและตรงจุดมากขึ้น ประกอบกับแรงกดดันจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนะนำให้เหยื่อไม่ควรจ่ายเงินค่าไถ่

แฮกเกอร์ รายได้ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ หลังองค์กรหยุดจ่ายค่าไถ่

โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการรับมือร่วมกันของทุกฝ่าย และการที่ไม่จ่ายเงินในแต่ละครั้งก็เปรียบเสมือนการตัดท่อออกซิเจนของเหล่าอาชญากรไซเบอร์

เมื่อเหยื่อจ่ายเงินน้อยลง กลุ่มแฮกเกอร์จึงต้องปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่ใช้เพียงการเข้ารหัสไฟล์ (Encryption) ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การขู่กรรโชก 2 ชั้น (Double Extortion) คือการขโมยข้อมูลสำคัญออกไปก่อน แล้วขู่ว่าจะนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะหากไม่ยอมจ่ายเงิน

โดยในไตรมาส 3 ปี 2025 พบว่า 76% ของการโจมตีทั้งหมดมีการขโมยข้อมูลร่วมด้วย ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มแฮกเกอร์ในปัจจุบัน

แฮกเกอร์ รายได้ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ หลังองค์กรหยุดจ่ายค่าไถ่ อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้การขู่ขโมยข้อมูล แต่แนวโน้มการจ่ายเงินก็ยังลดลง นอกจากนี้ จำนวนเงินค่าไถ่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 377,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ลดลงเช่นกัน นั้นสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนนโยบาย และตระหนักว่าการนำงบประมาณไปเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยและเพิ่มการป้องกันนั้นดีกว่าการจ่ายค่าไถ่

แฮกเกอร์ รายได้ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ หลังองค์กรหยุดจ่ายค่าไถ่

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มช่องทางการโจมตีที่เปลี่ยนไป โดยเจาะเข้าระบบผ่านช่องโหว่และการยึดครองช่องทาง Remote Access ได้กลายเป็นช่องทางหลักที่แฮกเกอร์ใช้ แซงหน้าการทำ Phishing แล้ว

ขณะที่การโจมตีผ่านช่องโหว่ซอฟต์แวร์ (Software Vulnerability) ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อองค์กรขนาดใหญ่ป้องกันตัวได้ดีขึ้น กลุ่มแฮกเกอร์อย่าง Akira และ Qilin (ซึ่งครองสัดส่วน 44% ของการโจมตีในไตรมาส 3 ) จึงเริ่มหันไปโจมตีบริษัทขนาดกลาง ที่มีแนวโน้มจะยอมจ่ายเงินมากกว่า

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในอนาคตเมื่อผลกำไรลดลง แฮกเกอร์จะเปลี่ยนไปใช้การโจมตีที่อาศัยความแม่นยำสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้ Social Engineering รวมถึงการจ้างคนใน (Insider Recruitment) โดยเสนอสินบนก้อนโตเพื่อแลกกับการเปิดทางเข้าถึงระบบงานขององค์กร

ที่มา Bleepingcomputer