thansettakij
thansettakij
'พชร' สะท้อนปัญหา 'การทูต-การค้า-เทคโนโลยี' ผู้บริหารยุคใหม่ต้องลุย

'พชร' สะท้อนปัญหา 'การทูต-การค้า-เทคโนโลยี' ผู้บริหารยุคใหม่ต้องลุย

29 ก.ย. 68 | 06:37 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 68 | 06:54 น.

'พชร นริพทะพันธุ์' สะท้อนปัญหา 5 ด้าน "การทูต - การค้า - เทคโนโลยี" ชี้ประเทศจะอยู่รอด ผู้บริหารยุคใหม่ต้องลุย แนะควรปฏิรูประบบราชการทำงานเชิงรุก

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการก.ล.ต. และที่ปรึกษาประธาน กสทช. ได้เขียนบทความสะท้อนปัญหา 5 ด้านของประเทศไทย ว่า  ในขณะที่เป็นนักวิชาการด้าน Global South ณ วิทยาลัยดงฟางของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เห็นแนวทางการบริหารจัดการของระบบการปกครองของประเทศจีน ระบบการศึกษาและความพยายามจะพัฒนาประเทศจีนไปอีกขั้นหนึ่ง ทั้งด้านการค้า การทูตและการทหาร จะเรียกว่า ซอฟต์พาวเวอร์ ก็ได้ (แต่ไม่อยากเรียก ) แปลกที่ประเทศไทยก็เคยมีแพลตฟอร์มนี้เรียกว่า สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology หรือ AIT) ซึ่งได้มีโอกาสได้ทำงานที่นั่นมาก่อน แต่เราไม่สามารถสร้างมูลค่าอะไรจากมันได้มากนักตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จะขอสะท้อนปัญหาของประเทศไทยใน 5 ด้าน มาให้เป็นแนวทางการบริหารจัดการหลังจากนี้ ปัญหาเดิมที่โวยก็ควรจะจบ ต่อไปนี้จะเป็นจุดเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมายืนเด่นในสังคมโลกแบบในยุค 80’s หรือแข่งที่ท้ายตาราง ASEAN

ด้านการทูต

การทูตแบบปิด สนใจแต่ตนเองทำให้พัฒนาการด้านความสัมพันธ์ไม่ไปไหน ไม่มีแรงที่จะผลักดันหรือกดดันใครในเวทีโลก inert diplomacy กลายเป็นกลยุทธ์หลัก ที่แย่กว่าการตั้งรับคือความไม่พร้อมทำให้เกียรติศักดิ์ในเวทีโลกเราด้อยลง  เราเป็นหนึ่งใน 200 ประเทศของโลก เราควรมีพรรคพวกมากกว่านี้ เพราะเห็นจากจีน ดงฟางคือการสร้างองค์ความรู้ แบบที่มีการตั้ง สถาบันวิจัยและพัฒนา หรือ RAND (Research ANd Development) และ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาสาธารณะ หรือ Brookings Institution ในยุค 70’s ในสหรัฐ และการที่เรามีสถาบัน AIT ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมๆกับเขาแต่เราทำอะไรไม่ได้ นั้นก็แสดงว่าการทูตเราไร้ประสิทธิภาพมาก เพราะทุกวันนี้เพื่อนที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประเทศมัลดีฟส์ ยังบอกว่า พี่ชายเขาจบจาก AIT

 

นายพชร นริพทะพันธุ์

ด้านการค้า

ประเทศไทยจะขายในสิ่งที่อยากขาย แต่ไม่ขายในสิ่งที่ลูกค้าอยากซื้อ เพราะเราไม่ทำงานเชิงลึก เชิงระบบ เราใช้เงินงบประมาณกับสำนักงานต่างประเทศของหน่วยงานราชการ แต่เรากลับไม่รู้ข้อมูลพื้นฐาน กรณีที่ 1) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่าจีนหยุดยาวเนื่องในวันชาติ 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน แต่ที่เมืองจีนเริ่มหยุดวันที่ 1 ตุลาคม และใช้วันหยุดชดเชยวันที่ 28 กันยายน เมื่อรัฐมนตรีใหม่ขึ้นเวทีขอให้เขามาเที่ยววันชาติที่เมืองไทยวันที่ 28 กันยายน แต่คนจีนวางแผนล่วงหน้ากันตั้งแต่เดือนสิงหาคม แล้ว ททท.รู้หรือไม่ว่าวันหยุดเทอมปี 2569 ยาวขึ้น 1 เดือน กรณีที่ 2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อยากเร่งส่งออกข้าว รัฐมนตรีรู้หรือไม่ว่าตลาดอยู่ที่ไหน? รัฐมนตรีประเทศ บูร์กิน่า ฟาโซ (ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก) มาบอกผมว่า ข้าวประเทศไทยดีมาก แพงที่สุดในบ้านเขาเลย - แล้วทุกวันนี้เราขายข้าวถูกๆไปให้ใคร

 

ด้านเทคโนโลยี

เราเป็นนักใช้ นักซื้อ แต่ไม่ใช่นักพัฒนา ด้วยภาษาและตลาดที่จำกัด เราถูกทำให้เป็นคนซื้อ แต่แทนที่เราจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ได้ของแถม แต่เรามักต้องซื้อแพงกว่าคนอื่น แค่เป็นคนซื้อเรายังซื้อได้ไม่เก่งเลย ไม่ต้องคิดจะไปขาย

 

ด้านการรับรู้

ปัญหาด้านการรับรู้ คือปัญหาของระบบอินเทอร์เน็ตมีเดียขนาดมหึมา many-to-many ที่ทำให้เกิด echo chamber ซึ่งเป็นปัญหานึงที่ทำให้ผู้บริหารและคนทำงานเราหลงทิศ หลงทาง เพราะไปเสพสื่อในระดับพื้นฐาน ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและไม่ให้ค่ากับข้อมูลเชิงลึก เน้นภาพหวือหวา Trendy ดูดี มองบนแต่ไม่มองด้านล่าง เราถึงถูกกดอยู่ในกะลา

 

ด้านภาษา

โลกนี้มีภาษากลาง หรือ Lingua Franca หลายภาษา ไม่ใช่แค่ว่าพูดภาษาอังกฤษหล่อๆแล้วจะสบายบรื๋อ ในวิทยาลัยดงฟางผมได้ใช้ 3 ภาษา อังกฤษ จีน และ ฝรั่งเศส แต่ยังมีเพื่อนที่พูดอีก 3 ภาษา คือ อาหรับ สเปน และโปรตุเกส เราต้องรู้ว่าตลาดลูกค้าเราพูดภาษาอะไรและพัฒนาบุคลากรให้ได้ จะไปพึ่งระบบแปลก็ไม่สามารถตรวจได้ว่าถูกหรือผิด

สรุป

จากการสัมผัสกับผู้บริหารประเทศจีน ทั้งระดับรัฐบาลกลาง ระดับมณฑล และ ระดับเมือง ในส่วนบุคลากรด้านการศึกษานั้นชัดเจนว่า มุ่งเน้นในความเป็นเลิศในด้านการศึกษา และไม่พยายามออกนอกลู่นอกทาง เช่นพยายามเข้าสู่ระบบบริหารหรือแสวงหาอำนาจเพิ่มเติม ระบบที่เน้นความเป็นเลิศในทุกด้านและให้ความสำคัญในทุกเสียงนั้นทำให้ประเทศจีนวิ่งด้วยความเร็วมาตลอด 20 ปี แต่ก็ต้องดูต่อไปว่าเป็นนักกรีฑาลมกรดหรือนักวิ่งมาราธอน

ส่วนเมืองไทยของเรานั้น วิ่งๆล้มๆมาตลอดหลายสิบปี รัฐธรรมนูญปี 2560 ของไทยก็เรียกได้ว่าให้อำนาจเสียงข้างน้อยมากเป็นพิเศษ และสามารถปราบนักการเมืองที่ถือเสียงข้างมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคิดว่าพอใจกันระดับหนึ่งแล้วก็ขออนุญาตช่วยพัฒนาต่อไปให้ไปปราบความเฉื่อยในระบบงานราชการด้วย เพราะความถดถอยในสังคมไม่สามารถแก้ได้ด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ด้วยใจ กฎหมายอย่างเดียวคงไม่มีความหมาย

ดูอย่างประเทศจีน การชูผู้นำอย่างประธานธิบดี สี จิ้นผิง อย่างเป็นเอกภาพนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อ สี และอำนาจของเขา เหมือนอย่างเกาหลีเหนือ แต่เพื่อประเทศจีนและศักดิ์ศรีของชาติเขา หากคนไทยไม่มีใจให้ประเทศไทยแล้วประชาชนไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ในที่ๆตัวเองเป็น แต่อยากเป็นมากกว่าเดิมตลอดเวลา ประเทศไทยคงลำบากมากกว่านี้ในอนาคต.