
ระบบออโตเมชัน AI ชี้อนาคตธุรกิจ
ไอบีเอ็ม เผยผลศึกษาล่าสุด ระบุ 80% องค์กรมองการใช้ “อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน” ทำให้ก้าวเหนือกว่าคู่แข่งในแง่รายได้และความสามารถในการทำกำไรภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า”
นายสวัสดิ์ อัศดารณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโกลบอลบิสสิเนสเซอร์วิส ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) ที่ร่วมกับอ็อกซ์ฟอร์ดอิโคโนมิคส์ พบว่าลักษณะงานที่ใช้ระบบออโตเมชันจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2567
โดยการใช้ระบบงานธุรการและงานทั่วไปในแผนกจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าจะมีการนำระบบออโตเมชันมาใช้ในการทำธุรกรรมข้ามแผนกภายในองค์กรมากขึ้น ขณะที่ 5% มองว่าจะเริ่มนำระบบเข้ามาสนับสนุนงานซับซ้อนที่ต้องอาศัยข้อมูลเรียลไทม์หรืออินพุทหลายแหล่งในการแก้ปัญหา
“ออโตเมชันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่หลายองค์กรตั้งแต่โรงงานไปจนถึงธนาคารนำมาใช้แล้วร่วม 10 ปี แต่วันนี้ เมื่อเราผนวกเทคโนโลยีต่างๆ ที่วันนี้เดินมาถึงจุดที่สามารถนำไปใช้งานได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเอไอ อนาไลติกส์ ไอโอที หรือแม้แต่ 5G จึงนำสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน’
ที่วันนี้เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการเพิ่มประสิทธิภาพของเวิร์คโฟลว์ การทำอนาไลติกส์เชิงคาดการณ์ หรือการใช้งานร่วมกับแมชชีนเลิร์นนิง โดยผลการศึกษาคาดว่า 80% ขององค์กรที่ใช้อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันจะก้าวเหนือกว่าคู่แข่งในแง่รายได้และความสามารถในการทำกำไรภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า”
การศึกษาจากฟอร์เรสเตอร์ ยังชี้ว่าอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันจะมีสัดส่วนเป็น 25% ของการนำ RPA มาใช้ โดยในปีนี้ องค์กร 30% จะหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของระบบออโตเมชัน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของการวางแผนและทดสอบระบบก่อนที่จะเริ่มใช้งานจริงและเปิดให้พนักงานเข้าใช้ระบบ
นายสวัสดิ์เสริมว่า “ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการลดต้นทุนและการดำเนินงานแบบเอนด์ทูเอนด์ที่มีประสิทธิภาพของส่วนงานต่างๆ ภายในองค์กร ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ระบบออโตเมชันในอุตสาหกรรมมักใช้เครือข่ายมิเตอร์อัจฉริยะและเซ็นเซอร์ในการรวบรวมข้อมูลการผลิตที่สำคัญ
จากนั้นระบบเอไอจะเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ให้กลายเป็นมุมมองเชิงลึกที่แสดงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต โดยองค์กรสามารถนำมุมมองเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและลดการหยุดทำงานของระบบได้”
“ดังตัวอย่างของโรงแยกก๊าซของ ปตท. ที่ช่วยให้บริษัทสามารถคาดการณ์ความเสียหายของชิ้นส่วนต่างๆ ได้ล่วงหน้า 3 เดือน ช่วยลดความ สูญเสียมูลค่าหลายร้อยล้านบาทจากเหตุหยุดชะงักต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น”
ขณะที่พีทีที เทรดดิ้งก็ได้นำเอไอและออโตเมชัน รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีการแปลงไฟล์ภาพเอกสารให้เป็นข้อความ (Optical Character Recognition หรือ OCR) มาใช้กับการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้การค้า ช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการได้ถึง 4 เท่าภายใน หกสัปดาห์ และคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 16.6 ล้านบาทภายใน 3 ปี
นายสวัสดิ์อธิบายว่า “การลดต้นทุน การลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน การเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ เป็นข้อดีหลักๆ ของอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน” ตัวอย่างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่วันนี้นำระบบออโตเมชันและเอไอมาช่วยบริหารจัดการกระบวนการซ่อมบำรุง การบริหารคลังอุปกรณ์ การจัดซื้อชิ้นส่วน
รวมถึงการบริหารจัดการซัพพลายเออร์ ทำให้สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์แต่ละประเภทที่มีอยู่ในคลัง บริหารและกำหนดลำดับความสำคัญของงานซ่อมแซมในเชิงรุกได้ ซึ่งลดต้นทุนในการรักษาอุปกรณ์ที่มีอยู่ในคลังลงได้ถึง 30% ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ลงได้ 3-5% ช่วยให้ กฟผ. มีชิ้นส่วนอะไหล่สำรอง พร้อมใช้ รวมถึงสามารถยืดอายุของอุปกรณ์สำคัญๆ ได้ถึง 5%”
การนำออโตเมชันมาช่วยตั้งแต่เรื่องกระบวนการทำงานของทีมแบ็คออฟฟิศ ไปจนถึงการคาดการณ์การตอบสนองลูกค้าในอนาคตและการปรับเปลี่ยนรูปแบบของภาระงาน รวมถึงการผนวกระบบเข้ากับเอไอที่สามารถวิเคราะห์แพทเทิร์นต่างๆ ได้แม้เป็นข้อมูลที่ไร้โครงสร้าง จะทำให้ต่อไประบบออโตเมชันสามารถทำการตัดสินใจหรือขอบริการจากอุปกรณ์หรือระบบอื่นๆ ได้เองอัตโนมัติหากตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,653 หน้า 16 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ 2564






