

จากโปรเจคจำลองการเปลี่ยนเป็นโปรตีนจากพืช โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัย Profundo ถูกใช้กับภูมิภาคต่างๆ ของโลกที่มีการบริโภคเนื้อสัตว์เกินกว่าที่แนะนำ ซึ่งได้รับการประเมินด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเท่านั้น
ยกตัวอย่าง ชาวอเมริกันและชาวแคนาดา มีการรับประทานเนื้อแดงมากกว่าคำแนะนำของนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพและนักโภชนาการชั้นนำที่ EAT-Lancet (ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ การเพาะปลูก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก) สูงถึง 6 เท่า ทำให้ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และอเมริกาใต้ มีการบริโภคเนื้อแดงที่มากเกินไปสูงที่สุด ในขณะที่พลเมืองสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ตลอดจนชาวอาร์เจนติน่าและบราซิลรับประทานมากกว่าที่ 4 เท่า
การผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกยังคงเติบโตต่อไป ตามปัจจัยและแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
การผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19% ในระยะเวลาเพียง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2564 และถึงจะมีการคาดการณ์ความต้องการเนื้อสัตว์จากแถบที่ราบสูงในประเทศร่ำรวย ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา และอายุขัยที่สูงขึ้น อันจะนำไปสู่การบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกมากขึ้นในปีต่อๆ ไป
ประกอบกับการคาดการณ์ล่าสุดในรายงานแนวโน้มการเกษตรปี 2566-2575 ของ FAO-OECD องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่คาดว่า การบริโภคสัตว์ปีกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 10 ปี ไปจนถึงปี 2575 รวมถึงจะมีการบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 11% และเนื้อวัว 10%
กลยุทธ์การลดการผลิตและการบริโภคเนื้อสัตว์อุตสาหกรรมลงแบบฮวบฮาบ
นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเห็นพ้องกันว่า การลดการผลิตและการบริโภคเนื้อสัตว์อุตสาหกรรมลงแบบฮวบฮาบ เป็นวิธีเดียวที่จะยืนหยัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของปารีสได้ โดยในปัจจุบันมีกลยุทธ์ต่างๆ ที่มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์
รวมถึงยังมีกลยุทธ์อื่นๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการหมักในลำไส้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ผลิตมีเทน (Methane) ซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้สภาพอากาศร้อนจัดนั้นมีความสำคัญ แต่ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อการปรับระบบอาหารให้สอดคล้องกับเป้าหมายของปารีส
ความสำคัญของการทำให้โปรตีนที่ยั่งยืนเป็นตัวเลือกที่ถูกที่สุด และง่ายที่สุดสำหรับผู้บริโภค
Nico Muzi กรรมการผู้จัดการ Madre Brava ระบุว่า แม้จะมีการประมาณการในแง่ดีที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากมาตรการลดความเข้มข้นและประสิทธิภาพ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การผลิตโปรตีนสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ โซลูชันเชิงโครงสร้างที่เน้นไปที่การทำให้โปรตีนที่ยั่งยืนเป็นตัวเลือกที่ถูกที่สุด และง่ายที่สุดสำหรับผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การงดบริโภคเนื้อสัตว์ 2 วันต่อสัปดาห์ในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกินคาด ในขณะที่ยังคงรับประทานเนื้อแดงมากกว่าที่แนะนำถึง 2 เท่า
ตามการวิจัยของ Profundo หากพลเมืองของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรตัดสินใจงดเนื้อสัตว์เป็นเวลา 2 วันต่อสัปดาห์ อาจมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพของโลก โดยในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปจะมีการลดปริมาณเนื้อสัตว์กันในวันจันทร์และวันอังคาร และแทนที่ด้วยการผสมผสานระหว่างโปรตีนจากพืชและเนื้อสัตว์จากพืชชนิดใหม่ๆ ทำให้สามารถประหยัด CO2e ได้ถึง 81 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการนำรถยนต์เกือบ 1 ใน 4 (65 ล้านคัน) ออกจากถนนในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ด้านการเปลี่ยนมาปลูกพืชในระดับปานกลาง ยังช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างที่ใหญ่กว่าทั่วทั้งสหราชอาณาจักร (270,000 ตารางกิโลเมตร) และประหยัดน้ำได้ถึง 2.2 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือประมาณสระว่ายน้ำ 880,000 สระในแต่ละปี
การผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม เป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป
"การเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรม" มีบทบาทในการขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอาหารของสหภาพยุโรปเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเชื่อมโยงกับการบริโภคในสหภาพยุโรป ที่ 36% มาจากอาหาร โดยผลิตภัณฑ์จากสัตว์คิดเป็น70% ของผลกระทบดังกล่าว
นอกจากนี้ การผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่ใหญ่ที่สุดแหล่งเดียวในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเภทการปล่อยก๊าซที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทันที รวมถึงมีความเข้มข้นที่สุดอีกด้วย
การงดบริโภคเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 2 วัน ดีต่อสุขภาพของเรา และสุขภาพของโลก
ชาวยุโรปมีการบริโภคเนื้อสัตว์มากกว่าที่แนะนำสำหรับการรับประทานอาหารที่สมดุลและดีต่อสุขภาพถึง 4 เท่า การงดเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 2 วันจึงมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก อีกทั้งการเปลี่ยนไปใช้อาหารจากพืชในระดับปานกลางของชาวยุโรป ไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ยังดีต่อสุขภาพของโลก ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้มากกว่าที่แนะนำ Nico Muzi กล่าวเสริม
การเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาทดแทนด้วยพืช โลกสามารถผลิตโปรตีนได้มากขึ้น 14 เท่า
จากการประเมินพบว่า ในพื้นที่เดียวกันสามารถผลิตเนื้อวัวได้เพียงพอต่อความต้องการโปรตีนของประชากรที่ 2% ของโลกในปี 2573 หรือ สามารถผลิตพืชโปรตีนได้เพียงพอต่อความต้องการโปรตีนที่ 28% ของประชากรโลกในปี 2573 เนื่องจากพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัวบางแห่งไม่เหมาะสมสำหรับการผลิตพืชผล
ดังนั้น การเปลี่ยนจากเนื้อวัวไปเป็นโปรตีนจากพืช อาจทำให้เรามีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากับฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีรวมกัน ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อดูดซับคาร์บอนและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพได้
ผู้นำโลกควรพิจารณาเรื่องการส่งเสริมการผลิตพืชโปรตีนและลดการผลิตเนื้อวัว
“เนื้อสัตว์” เป็นวิธีในการผลิตโปรตีนราคาถูกที่ไม่ยั่งยืน และไม่มีประสิทธิภาพสำหรับประชากรโลกที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางอาหาร นอกจากนี้ การทำปศุสัตว์ (เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม) กำลังครอบครองพื้นที่ 77% ของพื้นที่การเกษตรของโลก แต่ผลิตแคลอรี่ได้เพียง 18% และโปรตีน 37% ทั่วโลก
ทั้งนี้ การเลี้ยงสัตว์ที่ส่วนใหญ่เป็นโคและการให้อาหารสัตว์จากถั่วเหลืองนั้น ยังคงเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่ารายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
ขอบคุณที่มา : Madre Brava , รายงานผลกระทบของการผลิตเนื้อสัตว์ที่ลดลงและการเปลี่ยนมาบริโภคโปรตีนจากพืช , รายงานแนวโน้มการเกษตรปี 2566-2575 ของ FAO-OECD
ข่าวที่เกี่ยวข้อง