thansettakij
thansettakij
“เศรษฐา” ชี้รัฐวางเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้าน ในธุรกิจมุ่งสร้างความยั่งยืน

“เศรษฐา” ชี้รัฐวางเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้าน ในธุรกิจมุ่งสร้างความยั่งยืน

05 ต.ค. 66 | 10:06 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ต.ค. 66 | 10:08 น.

นายกรัฐมนตรี ชี้รัฐวางเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้าน ในธุรกิจมุ่งสร้างความยั่งยืน ภายในปี 2573 พร้อมประกาศแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ฝากธุรกิจใหญ่เป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี เปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงานESG Symposium 2023 :  Accelerating Changes towards Low Carbon Society ว่า ภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบต่อการเป็นอยู่ของทุกชีวิตบนโลก และนำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือน และระดับมหภาค อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากทุกฝ่ายเน้นดูแลสิ่งแวดล้อม เน้นสร้างเศรษฐกิจควบคู่กับสมดุลสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส มุ่งสู่เป้าหมายเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เราช่วยกันกู้โลกให้กลับมาดีขึ้นได้

ทั้งนี้ เดือนที่ผ่านมาได้ร่วมประชุมกับผู้นำด้วยเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสหประชาชาติ ได้กำหนดให้เป็นทศวรรษแห่งการลงมือทำ โดยไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะความร่วมมือการจัดสรรแหล่งทรัพยากร และเงินทุน ซึ่งจะช่วยให้ทุกประเทศรับมือกับความท้าทาย และขับเคลื่อน SDGs อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการทางการเงินกว่า 4.5 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนเศรษฐกิจสีเขียว และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจไทย โดยกว่า 100 บริษัทในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รัฐตั้งเป้าลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ภายในปี 2573

ขณะเดียวกัน การพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืนต้องมีแนวทางนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไทยมีแนวทาง มุ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ให้ความสำคัญกับสิทธิด้านสุขภาพ ผลักดันความร่วมมือทุกระดับ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม และมีความน่าเชื่อถือภายในปี ค.ศ. 2030

“ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมีการบรรจุในนโยบายเพื่อลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อให้ภาคส่วนดำเนินงานอย่างบูรณาการร่วมกัน ซึ่งข้อเสนอการร่วมเปลี่ยนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่มีการเสนอโมเดลสระบุรีแซนบ็อก ถือเป็นโจทย์ที่ท้ายทาย การดำเนินการลดแก๊สเรือนกระจกต้องอาศัยความร่วมมือเอกชนรายใหญ่ และประชาชน รวมทั้งต้องใช้เงินทุน ซึ่งขอเชิญชวนบริษัทใหญ่ๆ มาร่วมเป็นพลังเสริมด้วย”

ทั้งนี้ การผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติ ขอชื่นชม 3 อุตสาหกรรมนำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และเพื่อขยายผลให้สำเร็จ รัฐบาลจะได้ให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายจัดการขยะ และเปิดให้จัดหาสินค้ากรีน เพื่อสร้างอีโคซีสเต็มที่เอื้อต่ำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 

และยังมีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ถือ เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต และเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดอย่างเต็มประสิทธิภาพ และศึกษาการเปิดให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของไทยในการดึงดูดนักลงทุน 

“การเปลี่ยนสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องยอมรับว่ายังมีประชาชน ธุรกิจขนาดเล็ก เกษตรกร และประชาชนที่ยังไม่ตระหนักถึงวิกฤตนี้ หรือยังไม่พบทางออกเพื่อรับมือ เราควรสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี และสนับสนุนเงินทุนผู้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ให้สามารถปรับตัวอยู่รอดได้ ขอฝากให้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการขนาดเล็ก รวมทั้งชุมชน และผนึกกำลังกับภาคส่วนต่างๆ”