นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (Thirachai Phuvanatnaranubala - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล) โดยมีข้อความระบุถึงการโต้กลับนายสุพัฒนพงษ์ทุกประเด็นเรื่องโซลาร์ลุงตู่ ว่า
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้แย้งข้อมูลที่ผมเผยแพร่
นายสุพัฒนพงษ์ อธิบายว่า
- การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 8,900 เมกะวัตต์ ไม่มีค่าพร้อมจ่าย ราคารับซื้อเพียง 2.0724-3.1014 บาท/หน่วยเท่านั้น ช่วยทำให้ค่าไฟของประเทศถูกลง
ผมตั้งข้อสังเกตว่า
- รัฐบาลลุงตู่ควรจะซื้อไฟฟ้าจากประชาชน แทนที่จะซื้อจากบริษัทยักษ์ใหญ่
- การซื้อไฟฟ้าจากประชาชน ก็ไม่มีค่าพร้อมจ่ายเช่นกัน และต้นทุนก็ไม่แพ้ที่ผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่
- แต่ผลประโยชน์จะไหลเข้าไปในกระเป๋าประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องห่วงข้อกังวลว่ามีการจ่ายใต้โต๊ะในการประมูลหรือไม่
นายสุพัฒนพงษ์ อธิบายว่า
- ในช่วงปี 2567-2573 จะมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่ที่มีค่าพร้อมจ่ายหมดอายุ ถูกปลดออกจากระบบคิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 9,800 เมกะวัตต์ จึงเปิดประมูลไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 8,900 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทน
ผมตั้งข้อสังเกตว่า
- โรงไฟฟ้าฟอสซิลที่หมดอายุ ควรปิดตามกำหนด แต่การเพิ่มกำลังผลิตในประเทศนั้น ควรให้ลำดับความสำคัญ ดังนี้
- อันดับหนึ่ง ไฟฟ้าประชาชน
- อันดับสอง ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีแบตเตอรี่พร้อมจ่าย (Firm) โดย กฟผ.
- อันดับสาม ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่มีแบตเตอรี่พร้อมจ่าย (Firm) โดยบริษัทเอกชน
นายสุพัฒนพงษ์ อธิบายว่า
- รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยกำหนดอัตรารับซื้อในราคา 2.2 บาทต่อหน่วย
ผมตั้งข้อสังเกตว่า
- ราคา 2.2 บาทต่อหน่วยนั้น ต่ำเกินไป ควรใช้ระบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering เพื่อให้ประชาชนได้ผลตอบแทนสูงขึ้น จะคุ้มการลงทุนเร็วขึ้น
- ขณะนี้ ประชาชนต้องยื่นขออนุญาตถึงสามหน่วยงาน ซึ่งใช้เวลานานและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง
- รัฐบาลลุงตู่จึงควรเปลี่ยนวิธีการอนุญาต ให้เป็นแบบทั่วไป ตัวอย่างเช่นที่ปฏิบัติในประเทศอินเดีย
นายสุพัฒนพงษ์ อธิบายว่า
การรับซื้อไฟฟ้าแบบหักลบกลบหน่วยหรือ Net Metering ไม่สามารถทำได้ทันทีทั่วประเทศ เพราะ
- อัตราค่าไฟฟ้าที่ครัวเรือนขายออกมา (ราคาขายส่ง) จะต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าจัดหาให้ครัวเรือนเสมอ (ราคาขายปลีก) ดังนั้น ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามาก จะได้เปรียบครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย เกิดความไม่เป็นธรรม
ผมตั้งข้อสังเกตว่า
- ครัวเรือนที่ลงทุนมาก ผลิตเองและใช้ไฟฟ้ามาก ก็ย่อมจะได้รับประโยชน์มากกว่ารายที่ใช้ไฟฟ้าน้อยเป็นธรรมดา ไม่ได้ก่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม
- อย่างไรก็ดี ในระบบ Net Metering นั้น รัฐยังสามารถจะกำหนดให้ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ ให้ต้องรับภาระส่วนต่างระหว่างราคาขายส่งกับราคาขายปลีกบางส่วน