thansettakij
thansettakij
ผลิตภาพเกษตรไทยถดถอย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

ผลิตภาพเกษตรไทยถดถอย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

01 พ.ย. 69 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 69 | 08:01 น.

ระบบเกษตรและอาหารสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยกว่า 23% ของจีดีพี แต่ผลิตภาพภาคเกษตรกลับถดถอย สวนทางโลกที่เติบโต จี้ปฏิรูปยกเครื่องทั้งระบบ ชูเทคโนโลยี วิจัย เงินทุน และตลาดนำการผลิต ปลดล็อกเกษตรกรไทยจากกับดักผลิตภาพต่ำ สร้างมูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว

KEY

POINTS

  • ผลิตภาพการผลิตโดยรวม (TFP) ของภาคเกษตรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สวนทางกับค่าเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการผลิตที่อ่อนแอลง
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโต ได้แก่ การเข้าถึงชลประทานที่จำกัด ที่ดินแปลงเล็ก แรงงานสูงวัย และนโยบายรัฐในอดีตที่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้น
  • ทางออกคือการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ โดยต้องเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า ปรับบทบาทภาครัฐไปสู่การลงทุนระยะยาว และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งทุน

บทความโดย :

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์


ระบบเกษตรและอาหารเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยทำหน้าที่ผลิตอาหาร พร้อมทั้งเชื่อมโยงการจ้างงาน การส่งออก อุตสาหกรรมแปรรูป และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชนบทเข้าด้วยกัน ในปี 2567 ระบบเกษตรและอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นประมาณ 23% ของ GDP หรือราว 99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองรับการจ้างงานมากถึง 12.4 ล้านตำแหน่ง (33% ของการจ้างงานทั้งหมด) มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารสูงถึง 82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด) และมีผู้ประกอบการแปรรูปอาหารมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพของภาคเกษตรไทยกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยอัตราการเติบโตของผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวม (Total Factor Productivity: TFP) ลดลงจากระดับที่เคยสูงกว่า 1% ต่อปี เหลือเฉลี่ยเพียง 0.44% ต่อปี ในช่วงปี 2554-2566 ยิ่งไปกว่านั้น TFP ของภาคเกษตรไทยยังลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.24% ต่อปี ซึ่งสวนทางกับค่าเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 0.81% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการผลิตที่แท้จริงกำลังอ่อนแอลง

การเพิ่มผลิตภาพและการปรับตัวของภาคเกษตรไทย เผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายด้าน ครัวเรือนเกษตรเพียงประมาณ 26% เท่านั้นที่เข้าถึงระบบชลประทาน ทำให้ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพานํ้าฝนและเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การถือครองที่ดินส่วนใหญ่เป็นแปลงขนาดเล็ก กระจัดกระจาย และสิทธิในที่ดินไม่มั่นคง ส่งผลให้ขาดแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว

ขณะเดียวกัน แรงงานภาคเกษตรกำลังประสบปัญหาการสูงวัยและการขาดผู้สืบทอด เนื่องจากลูกหลานย้ายไปทำงานนอกภาคเกษตร จึงทำให้การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลมาใช้เกิดขึ้นได้อย่างล่าช้า ผสานกับปัญหาห่วงโซ่คุณค่าที่กระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้แปรรูป และตลาด นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในอดีตยังเน้นการบรรเทาปัญหาระยะสั้นมากกว่าการลงทุนสร้างศักยภาพและการบริหารความเสี่ยงระยะยาว

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย จึงจำเป็นวาระเร่งด่วนที่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยตั้งเป้าหมายการปฏิรูปมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิต การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวนด้านราคาและสภาพอากาศ ซึ่งการยกระดับผลิตภาพต้องเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การวิจัย การจัดการปัจจัยการผลิต การแปรรูป โลจิสติกส์ ไปจนถึงการตลาด ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงผลผลิตต่อไร่ในแปลงเกษตรเท่านั้น เพื่อให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นย้อนกลับสู่เกษตรกรอย่างเป็นธรรม

การขับเคลื่อนการปฏิรูปต้องอาศัย 5 องค์ประกอบหลักที่สอดประสานกัน ได้แก่ การพัฒนาระบบวิจัยและพัฒนาที่ต่อเนื่องตั้งแต่ห้องทดลองไปจนถึงแปลงเกษตรและตลาดจริง การเสริมศักยภาพเกษตรกรและส่งเสริม Young Smart Farmers ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าตลอดห่วงโซ่คุณค่าผ่านเทคโนโลยีแม่นยำและการรวมกลุ่มใช้เครื่องจักรร่วมกัน การปรับบทบาทภาครัฐและนโยบายอุดหนุนให้มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งนํ้า งานวิจัย และระบบข้อมูลระยะยาว และการดึงศักยภาพภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้นวัตกรรมร่วมกัน เช่น ศูนย์ข้อมูล ห้องเย็น และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบาย การดำเนินงานต้องเน้นทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่าสำหรับเกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริมธุรกิจ ผู้ให้บริการทางการเกษตร  ที่เปิดให้เช่าหรือใช้เครื่องจักรร่วมกันโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเอง พร้อมทั้งใช้การรวมกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนเป็นฐานสำคัญในการวางแผนการผลิต ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มอำนาจต่อรองเพื่อสร้างการประประหยัดต่อขนาด

ในมิติการตลาด ควรใช้แนวทาง ตลาดนำการผลิต โดยส่งสัญญาณความต้องการของตลาดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น และใช้ กลไกตัวกลาง เชื่อมกลุ่มเกษตรกรเข้ากับผู้ซื้อ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร หรือโรงงานแปรรูปนอกจากนี้ จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน ด้วยการสนับสนุน สินเชื่อห่วงโซ่อุปทาน  สินเชื่อระยะยาวเพื่อการลงทุนในเทคโนโลยี ตลอดจนกลไกการคํ้าประกันและแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนและปรับตัวได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการประคองภาคเกษตรให้อยู่รอด ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี มาตรการอุดหนุน หรือเงินทุนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำให้การวิจัย เทคโนโลยี การเงิน การบริหารความเสี่ยง การแปรรูป และตลาดทำงานเชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่ เมื่อเกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ภาคเอกชนร่วมสร้างตลาดและมูลค่าเพิ่ม ภาคการเงินสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และภาครัฐสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง ภาคเกษตรไทยจะไม่เป็นเพียงฐานที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในวันนี้ แต่จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเติบโต ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต