thansettakij
thansettakij
พลิกโฉมเกษตรไทย แก้ 6 ปมโครงสร้าง ดันผลิตภาพเพิ่มมูลค่า

พลิกโฉมเกษตรไทย แก้ 6 ปมโครงสร้าง ดันผลิตภาพเพิ่มมูลค่า

24 ต.ค. 69 | 09:00 น.

ระบบเกษตรและอาหารไทยสร้างมูลค่าเพิ่มราว 23% ของจีดีพี และจ้างงานกว่า 12.4 ล้านตำแหน่ง แต่ผลิตภาพภาคเกษตรกลับลดลงเฉลี่ย 0.24% ต่อปี สวนทางกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 0.81% ต่อปี ท่ามกลาง 6 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

KEY

POINTS

  • ภาคเกษตรไทยเผชิญปัญหาผลิตภาพการผลิตโดยรวม (TFP) ที่ชะลอตัวและลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญในการแข่งขัน
  • ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 6 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งน้ำไม่ทั่วถึง, สิทธิในที่ดินไม่มั่นคง, การพัฒนาพันธุ์พืชขาดความต่อเนื่อง, แรงงานสูงวัยขาดทักษะใหม่, ห่วงโซ่คุณค่าไม่เชื่อมโยงตลาด และนโยบายรัฐที่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้น
  • แนวทางแก้ไขเสนอให้ปฏิรูประบบเกษตรทั้งห่วงโซ่ โดยปรับนโยบายรัฐจากการช่วยเหลือระยะสั้นเป็นการลงทุนสร้างศักยภาพระยะยาว ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี วิจัย และเชื่อมโยงตลาดเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) รายงานว่า ระบบเกษตรและอาหารเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหาร การจ้างงาน การส่งออก ไปจนถึงอุตสาหกรรมแปรรูปและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชนบท โดยในปี 2567 ระบบเกษตรและอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือราว 99,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองรับการจ้างงานประมาณ 12.4 ล้านตำแหน่ง คิดเป็น 33% ของการจ้างงานทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าประมาณ 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และมีผู้ประกอบการแปรรูปอาหารมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับภาคเกษตรและอาหารมีผลโดยตรงต่อรายได้ครัวเรือน การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีฐานการผลิตและการส่งออกขนาดใหญ่ แต่ผลิตภาพของภาคเกษตรกลับมีแนวโน้มอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวม หรือ TFP ของภาคเกษตรไทย ระหว่างปี 2504-2566 พบว่า อัตราการเติบโตของผลิตภาพชะลอตัวลงจากระดับที่เคยสูงกว่า 1% มาโดยตลอด เหลือเฉลี่ยเพียง 0.44% ต่อปี ในช่วงปี 2554-2566

ขณะที่อีกงานศึกษาพบว่า ผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวมของภาคเกษตรไทยลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.24% ต่อปี สวนทางกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 0.81% ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของภาคเกษตรไทย ท่ามกลางการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงของตลาด

เปิด 6 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ฉุดเกษตรกรลงทุนเพิ่มผลิตภาพ

ปัญหาผลิตภาพไม่ได้เกิดจากขั้นตอนการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรมีทางเลือก ความสามารถ และแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไม่เพียงพอ โดยมีอุปสรรคสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่

1. เข้าถึงแหล่งน้ำไม่ทั่วถึง

ครัวเรือนเกษตรเพียงประมาณ 26% เข้าถึงระบบชลประทาน ขณะที่พื้นที่เกษตรจำนวนมากยังพึ่งพาน้ำฝน ทำให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ยากและเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้ง อีกทั้งยังลดแรงจูงใจในการลงทุนกับพันธุ์พืชและเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ

2. สิทธิในที่ดินไม่มั่นคง

เกษตรกรเผชิญข้อจำกัดจากการถือครองที่ดินที่ไม่มั่นคง แปลงเกษตรขนาดเล็กและกระจัดกระจาย รวมถึงการใช้ที่ดินเป็นหลักประกันที่ทำได้ยาก ส่งผลให้การลงทุนระยะยาวเพื่อปรับปรุงดิน พัฒนาระบบน้ำ และนำเทคโนโลยีมาใช้เกิดขึ้นได้ยาก

3. พัฒนาพันธุ์พืชขาดความต่อเนื่อง

ระบบวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยังมีข้อจำกัดในการสร้างพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศแปรปรวน และตอบโจทย์ตลาด นอกจากนี้ พันธุ์ที่พัฒนาแล้วบางส่วนยังเผชิญอุปสรรคด้านการทดสอบและรับรอง การผลิตขยายพันธุ์ และการกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปใช้ได้อย่างทั่วถึง

4. แรงงานสูงวัย ขาดผู้สืบทอดและทักษะใหม่

แรงงานภาคเกษตรมีอายุสูงขึ้น ขณะที่ลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากเลือกทำงานนอกภาคเกษตร ทำให้ขาดผู้สืบทอดการผลิต ประกอบกับข้อจำกัดในการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้ข้อมูลดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ส่งผลให้การนำเครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ยังดำเนินไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย

5. ห่วงโซ่คุณค่ากระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงตลาด

การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำยังขาดการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรจำนวนมากไม่ทราบความต้องการด้านคุณภาพ มาตรฐาน และแนวโน้มตลาดอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้แปรรูปและผู้รับซื้อเผชิญความไม่แน่นอนด้านปริมาณและคุณภาพวัตถุดิบ ทำให้การลงทุนยกระดับผลิตภาพและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่ทำได้ยาก

6. นโยบายเน้นแก้ปัญหาระยะสั้น

การให้น้ำหนักกับการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการลงทุนสร้างศักยภาพในระยะยาว อาจทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนชนิดพืช และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทรัพยากรยังคงอยู่ในกิจกรรมหรือพื้นที่ที่มีผลิตภาพต่ำ และภาคเกษตรต้องพึ่งพาความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

เร่งปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร ยกระดับผลิตภาพทั้งห่วงโซ่

ข้อจำกัดที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับแปลงเกษตรไปจนถึงตลาด ทำให้การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทยไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต

งานสัมมนา “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ จึงจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันออกแบบแนวทางยกระดับภาคเกษตรและอาหารไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง TDRI สกสว. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สวก. ธ.ก.ส. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย

เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูป คือ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ตลอดจนเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของราคาและสภาพอากาศ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้น

ทั้งนี้ การยกระดับผลิตภาพต้องครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ การจัดการปัจจัยการผลิต การเพาะปลูก การรวบรวมผลผลิต การแปรรูป ไปจนถึงโลจิสติกส์และการตลาด โดยไม่จำกัดการวัดผลไว้เพียงผลผลิตต่อไร่ แต่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและการกระจายมูลค่าเพิ่มกลับไปยังเกษตรกรด้วย

5 แนวทางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทย

ข้อเสนอการปฏิรูปครอบคลุม 5 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน เพื่อให้การเพิ่มผลิตภาพเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง

1. เชื่อมงานวิจัยสู่แปลงเกษตรและตลาด

การฟื้นฟูผลิตภาพต้องอาศัยระบบวิจัยและพัฒนาที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทนทานต่อความแปรปรวนของภูมิอากาศ และตอบโจทย์คุณภาพที่ตลาดต้องการ พร้อมสร้างกลไกสนับสนุนตั้งแต่การทดลองในแปลง การถ่ายทอดความรู้ การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์

2. เสริมทักษะเกษตรกรและเร่งใช้เทคโนโลยี

การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการผลิต การบริหารฟาร์ม การวิเคราะห์ต้นทุน การใช้ข้อมูล การตลาด และการจัดการความเสี่ยง โดยออกแบบเทคโนโลยีให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองใช้จริงก่อนลงทุน และส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmers ให้เป็นต้นแบบและผู้ถ่ายทอดความรู้ในพื้นที่

3. เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าตลอดห่วงโซ่

ระดับแปลงเกษตรต้องปรับปรุงการจัดการน้ำ ดิน แรงงาน และปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม ส่วนระดับฟาร์มควรใช้ข้อมูลวางแผนการผลิตและบริหารต้นทุน รวมถึงใช้เครื่องจักรหรือบริการร่วมกัน ขณะที่ระดับห่วงโซ่คุณค่าต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน การรวบรวม คัดแยก แปรรูป โลจิสติกส์ และตลาด เพื่อลดความสูญเสีย รักษาคุณภาพ และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น

4. ปรับนโยบายรัฐจากการช่วยเหลือระยะสั้นสู่การสร้างศักยภาพ

ภาครัฐควรให้น้ำหนักกับการลงทุนระยะยาว ทั้งงานวิจัย ระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และทักษะ พร้อมออกแบบความช่วยเหลือให้จูงใจการลดต้นทุน การใช้เทคโนโลยี การปรับชนิดพืช และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเครื่องมือบริหารความเสี่ยง โดยคำนึงถึงต้นทุน ระยะเวลา และความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม

5. ดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนและขับเคลื่อนตลาด

ภาคเอกชนมีบทบาทในการเชื่อมงานวิจัยกับความต้องการของตลาด ลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน สร้างมาตรฐาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกรจึงควรเริ่มตั้งแต่การกำหนดโจทย์ ทดลองในพื้นที่จริง ไปจนถึงการขยายผลและพัฒนาตลาด รวมถึงร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถลงทุนเองได้ เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น และแพลตฟอร์มบริการ

5 ข้อเสนอเชิงนโยบาย เสริมพลังเกษตรกรเชื่อมตลาด

นอกเหนือจากองค์ประกอบในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ข้อจำกัดของเกษตรกรและเชื่อมโยงผู้เล่นตลอดห่วงโซ่ ได้แก่

1. พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้ปรับตัวได้

สนับสนุนความรู้ด้านการผลิต การใช้เทคโนโลยี การบริหารต้นทุน การตลาด และการจัดการความเสี่ยง พร้อมส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงความแตกต่างด้านศักยภาพ ทรัพยากร และข้อจำกัดของเกษตรกรแต่ละพื้นที่

2. ทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงง่ายและคุ้มค่าต่อการลงทุน

สนับสนุนพันธุ์คุณภาพดี เทคโนโลยีจัดการน้ำและดิน เครื่องจักรกลการเกษตร และข้อมูลดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาผู้ให้บริการทางการเกษตรในพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการเช่าและใช้เครื่องจักรร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดเอง

3. ใช้การรวมกลุ่มเพิ่มผลิตภาพและอำนาจต่อรอง

ยกระดับสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกรให้มีบทบาทมากกว่าการรวบรวมผลผลิต โดยสนับสนุนการวางแผนการผลิต การใช้ข้อมูลและเครื่องจักรร่วมกัน การควบคุมคุณภาพ การเข้าถึงเงินทุน และการเจรจากับผู้ซื้อ เพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐานมีความคุ้มค่ามากขึ้น

4. ใช้ตลาดนำการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้า

การผลิตควรเริ่มจากความต้องการของตลาด ทั้งด้านประเภทสินค้า คุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณ เพื่อให้เกษตรกรวางแผนได้ตั้งแต่ต้น พร้อมเชื่อมโยงการรวบรวม คัดแยก แปรรูป โลจิสติกส์ และการตลาด โดยอาจใช้ตัวกลางประสานธุรกิจระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับร้านอาหาร โรงแรม ผู้ค้าปลีก และผู้แปรรูป เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ

5. สร้างระบบนิเวศเชื่อมเกษตรกร เงินทุน และตลาด

ภาครัฐควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น และศูนย์บริการในพื้นที่ พร้อมปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ภาคการเงินควรพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนทั้งเงินทุนหมุนเวียน สินเชื่อระยะยาวสำหรับลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนสินเชื่อห่วงโซ่อุปทานและกลไกค้ำประกันหรือแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยลงทุนเพิ่มผลิตภาพและเข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าสูงได้จริง

การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทยจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งการเพิ่มผลิตภาพในระดับฟาร์ม การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การเชื่อมโยงตลาด และการปรับนโยบายสนับสนุนให้สร้างศักยภาพในระยะยาว เพื่อให้มูลค่าเพิ่มกระจายกลับสู่เกษตรกร และเสริมความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบเกษตรและอาหารไทย