

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือ PDP 2026 ที่ผ่านรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว และคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นั้น มีการบรรจุแผนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกเป็นโครงการนำร่องขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 300 เมกะวัตต์ มีเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2580 และถือเป็นโครงการนำร่องเทคโนโลยี SMR เชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทย
ขณะที่ระยะที่ 2 เป็นการขยายกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์อีก 8,700 เมกะวัตต์ ในช่วงระหว่างปี 2581-2593 ซึ่งกำลังผลิตทั้ง 9,000 เมกะวัตต์ จะกระจายตัวอยู่ใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่ระบบส่งไฟฟ้า เป็นโรงไฟฟ้าฐานรักษาความมั่นคงของระบบและช่วยสนับสนุนประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. จึงได้ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นและการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิค ระเบียบวิธีวิจัย และประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการวางโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ระดับชาติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพลังงานสะอาดในอนาคต
โรงไฟฟ้า SMR กำลังได้รับการพิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนตํ่าที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการสร้างความรู้ การพัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร ซึ่งถือเป็นก้าวพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR โดย กฟผ. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถที่จำเป็น
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนพลังงานที่สะอาดของประเทศ ซึ่งการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ จะยึดความมุ่งมั่นสูงสุด 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ความมั่นคงปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
สำหรับเม็ดเงินลงทุนของโรงไฟฟ้า SMR ขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ เบื้องต้นประเมินไว้ราว 6-7 หมื่นล้านบาท แม้เงินลงทุนจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ แต่อายุการใช้งานยาวนานถึง 60-70 ปี อีกทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงราคาไม่ผันผวนตามตลาดโลกเหมือนก๊าซธรรมชาติ และเมื่อเฉลี่ยตลอดอายุโครงการจะทำให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพและแข่งขันได้ในระยะยาว ขณะที่ต้นทุนการก่อสร้างจะปรับตัวลดลงในอนาคตอีกด้วย
ดร.นทีกูล เกรียงชัยพร วิศวกรระดับ 10 ฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้า SMR ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้ประมาณต้นปี 2570 หลังจากนั้น กฟผ. จะดำเนินจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้า SMR ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USTDA ประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้ระยะเวลาศึกษา 15 เดือน
“การศึกษาในครั้งนี้จะต่อยอดจากการศึกษาเบื้องต้น (Initial Study) ที่ กฟผ. ได้เคยดำเนินการไว้ใน 6 ด้านหลักตามแนวทางของ IAEA ซึ่งประกอบด้วย การทบทวนนโยบาย กฎหมาย และกรอบระเบียบข้อบังคับของประเทศ การประเมินและคัดเลือกเทคโนโลยี SMR การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการเงิน การวางแผนกำลังคนและพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการโครงการและการดำเนินงาน, และการศึกษาสภาพพื้นที่และการคัดเลือกสถานที่จัดตั้ง ซึ่งผลการศึกษาที่จะได้รับจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในการอนุมัติเดินหน้าโครงการในขั้นตอนต่อไป”
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งจัดตั้งหน่วยงานดำเนินงานโครงการพลังงานนิวเคลียร์ หรือ NEPIO (Nuclear Energy Program Implementing Organization) ขึ้นมา เพื่ออนุมัติงบประมาณและแผนงานขับเคลื่อนกิจกรรมในระยะเตรียมการตามกรอบหลักเกณฑ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ 19 ประการของ IAEA ซึ่งเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องใช้วิทยาการขั้นสูง และการประสานงานข้ามกระทรวงอย่างบูรณาการ การมี NEPIO จะช่วยให้เกิดเอกภาพในการกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติ การจัดทำกฎหมายนิวเคลียร์ การเตรียมระบบกำกับดูแล และการประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง