

KEY
POINTS
มีบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP 2026 สะท้อนให้เห็นถึงร่าง PDP 2026 ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในปีนี้
ในมุมมองของนักวิชาการชี้ว่า ร่างแผน PDP 2026 ถือเป็นพิมพ์เขียวโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่จะกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า การปรับปรุงแผนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการรอคอยยาวนานกว่า 8 ปี ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Data Center และเงื่อนไขการดึงดูดการลงทุนสีเขียว
ร่างแผนนี้ส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรงผ่านต้นทุนค่าไฟฟ้า เนื่องจากมีการลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติหรือ LNG นำเข้า และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนถูกกว่า แม้ในช่วงแรกจะมีต้นทุนการลงทุนเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าทำให้ค่าไฟยังไม่ลดลงทันที แต่ในระยะยาวเมื่อระบบมีความมั่นคงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวจะถูกลง โดยสัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเกิน 50% หลังปี 2580 และส่งผลให้แนวโน้มราคาค่าไฟฟ้าปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในยามนั้น พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพด้านราคาจากการลดพึ่งพาพลังงานนำเข้า
สำหรับเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเร่งขยับสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากปัจจุบันที่มีเพียง 10% ให้ขึ้นไปแตะเกือบ 50% เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฉากทัศน์ทางเลือกเปลี่ยนผ่าน ภาครัฐควรเปิดกว้างเปรียบเทียบระหว่างทางเลือกที่ 3 ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนเต็มสูบ และทางเลือกที่ 4 ตามความพร้อมและต้นทุนเทคโนโลยีหลังปี 2580 เช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ปัจจุบันมีต้นทุนราว 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทว่าหากจำเป็นต้องเลือกเพียงทางเลือกเดียวใน
วันนี้ ทางเลือกที่ 4 ถือว่าเหมาะสมที่สุดเนื่องจากสร้างสมดุลได้ทั้งด้านความมั่นคง ราคา และความยั่งยืน โดยมีสัดส่วนพลังงานสะอาด 73% มีโรงไฟฟ้าก๊าซคอยเสริมเสถียรภาพในระยะแรก และมีค่าไฟใกล้เคียงกับทางเลือกที่ 3
ขณะที่ทางเลือกที่ 3 ซึ่งมีพลังงานสะอาดสูงถึง 89% มีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนบริหารจัดการสายส่งและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่สูงมากเนื่องจากพึ่งพาสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับพลังงานสะอาด
ทั้งนี้ แม้นโยบายเรือธงอย่างการอุดหนุน Solar Rooftop ครัวเรือนละ 50,000 บาทจะเห็นผลเร็ว แต่ประโยชน์ยังตกอยู่กับกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์เป็นหลัก จึงต้องระวังไม่ใหัเงินงบประมาณกระจุกตัว เปิดให้แข่งขันอย่างเท่าเทียมในห่วงโซ่อุปทาน และเน้นย้ำการลงทุน Smart Grid ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
ดร.อารีพร ระบุว่า คอขวดที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่กำลังการผลิตปลายทาง แต่คือระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งสายส่งยังมีไม่เพียงพอ การที่ไทยเคลื่อนตัวช้าเนื่องจากอยู่ในสภาวะสัดส่วนพลังงานสะอาดตํ่า ทำให้ยังไม่เจอปัญหาไฟตกไฟดับจนละเลยการลงทุน แต่การรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยลงทุนจะสายเกินไป
ในมิติของธุรกิจ Data Center แม้ระยะแรกไทยจะมีไฟฟ้าสำรองจากก๊าซธรรมชาติรองรับได้ แต่เมื่อ Data Center ต้องการไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีหากไม่มีโครงข่ายรองรับ และเนื่องจากระบบไฟฟ้าใช้โครงสร้าง Cost Plus ซึ่งส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังประชาชน จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแยกอัตราค่าไฟ Data Center ออกมาต่างหาก (Direct Tariff) ในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงและสูงกว่าประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนร่วมแบกรับภาระสายส่ง
ส่วนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป้าหมาย 9,000 เมกะวัตต์ ยังไม่มีการใช้เชิงพาณิชย์แพร่หลาย จึงต้องมีกลไกทบทวนแผน (Trigger) หากถึงปี 2580 แล้วต้นทุนยังสูง พร้อมทั้งเตือนให้สังคมตั้งคำถามถึง “ต้นทุนค่าไฟที่แท้จริง” ว่าตัวเลข 4 บาทต่อหน่วยได้คำนวณต้นทุนแฝงของการรักษาเสถียรภาพ ระบบกักเก็บพลังงาน สายส่ง หรือต้นทุน CCS ไว้ครบถ้วนแล้วหรือยัง
ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของ PDP 2026 จะต้องมี ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยไม่เกิดไฟตกไฟดับ ความแม่นยำของการพยากรณ์ความต้องการ การควบคุมปริมาณไฟฟ้าสำรองและค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไม่ให้เป็นภาระประชาชน และการใช้พลังงานสะอาดดึงดูดการลงทุนสีเขียวเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
บทความจาก คอลัมน์ Circular Economy : ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย กรีนเดย์ ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง