

KEY
POINTS
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของสหราชอาณาจักรทำสถิติสูงสุด ช่วยลดความต้องการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและหลีกเลี่ยงการนำเข้าก๊าซมูลค่า 5.9 พันล้านปอนด์ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาก๊าซพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานโลกปี 2022
สหราชอาณาจักรหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซมูลค่า 5.9 พันล้านปอนด์ นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตฮอร์มุซ อันเป็นผลจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำสถิติสูงสุด จากการวิเคราะห์ของ Carbon Brief
ขณะที่ราคาก๊าซกำลังพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานปี 2022 สหราชอาณาจักรกลับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้กำลังลดความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซโดยตรง โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับตั้งแต่ต้นปี 2026
โดยรวมแล้ว พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ต้นปี 2026 เทียบกับ 25% จากก๊าซ ตามการวิเคราะห์ของ Carbon Brief โดยให้เห็นว่า พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซของสหราชอาณาจักรมูลค่า 5.9 พันล้านปอนด์ นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
การนำเข้าก๊าซที่หลีกเลี่ยงได้ดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง จะทำให้สหราชอาณาจักรต้องจัดหาแอลเอ็นจีในปริมาณเทียบเท่ากับการขนส่งเพิ่มเติมมากกว่า 100 เที่ยว
เป็นผลจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำสถิติสูงสุดเกือบ 10 เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ประกอบกับราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น
การวิเคราะห์ล่าสุดนี้เป็นการปรับปรุงตัวเลขที่ Carbon Brief เผยแพร่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ราคาก๊าซขายส่งในสหราชอาณาจักรอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด นับตั้งแต่รัสเซียตัดการจัดส่งก๊าซไปยังยุโรป หลังจากการรุกรานยูเครนในปี 2022
ราคาก๊าซเฉลี่ยอยู่ที่ 90 เพนซ์ต่อเทอร์ม นับตั้งแต่ปี 2023 จนถึงต้นปีนี้ หรือประมาณ 3 เท่าของราคาในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตยูเครน
นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางในเดือนมีนาคม ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นไปอีก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 134 เพนซ์ต่อเทอร์ม หรือเกือบ 4 เท่าของระดับราคาในปี 2019 ขณะที่ในเดือนกันยายน 2026 จนถึงปัจจุบัน ราคาก๊าซเฉลี่ยอยู่ที่ 189 เพนซ์ต่อเทอร์ม แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานโลกในปี 2022
เนื่องจากฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งหมายถึงความต้องการใช้ก๊าซเพื่อทำความร้อนที่เพิ่มขึ้น และยังไม่มีสัญญาณว่าวิกฤตฮอร์มุซจะสิ้นสุดลง
ขณะเดียวกัน ปริมาณก๊าซสำรองของยุโรปอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหมายความว่ายุโรปจะต้องแข่งขันกับเอเชียเพื่อจัดหาแอลเอ็นจีที่จำเป็นสำหรับการสร้างความอบอุ่น
ในสหราชอาณาจักร ราคาก๊าซขายส่งที่อยู่ในระดับสูงกำลังกระทบต่อค่าไฟก๊าซของครัวเรือนภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Ofgem ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงาน ขณะที่ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายก๊าซของครัวเรือนทั่วไปจะสูงขึ้น 33% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน หรือประมาณ 200 ปอนด์ต่อปี ตามข้อมูลของ Nesta ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย
ในทางตรงกันข้าม ค่าไฟฟ้าครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเพียง 4% ตามการวิเคราะห์ของ Nesta ซึ่งเป็นผลจากการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น
แอนดรูว์ ซิสซอนส์ ผู้อำนวยการด้านอนาคตที่ยั่งยืนของ Nesta อธิบายในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ความเชื่อมโยงระหว่างราคาค่าไฟฟ้าและราคาก๊าซเริ่มขาดออกจากกันแล้ว
สหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ที่นำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้รับผลกระทบเพียงจากราคาก๊าซที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ดีเซล และเชื้อเพลิงกลั่นอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับสูงด้วย
นอกจากนี้ มีรายงานว่าสหภาพยุโรปต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1 แสนล้านยูโรสำหรับการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลนับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤต โดยภาระค่าใช้จ่ายนำเข้าที่สูงขึ้นส่งผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะต่อประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ตามการวิเคราะห์อีกฉบับ
ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักร ราคาดีเซลพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 2 ปอนด์ต่อลิตร ในทางตรงกันข้าม การวิเคราะห์ล่าสุดของ Carbon Brief แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนการขับขี่ถูกกว่าถึง 9 เท่า