thansettakij
thansettakij
'กรมการข้าว' ขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถไถนาดีเซลเป็นไฟฟ้า ลดต้นทุน 2 ล้านไร่

'กรมการข้าว' ขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถไถนาดีเซลเป็นไฟฟ้า ลดต้นทุน 2 ล้านไร่

03 ต.ค. 69 | 09:18 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ต.ค. 69 | 09:18 น.

กรมการข้าวชงขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้านบาท เปลี่ยนรถไถดีเซลเป็น EV Tractor พร้อมโซลาร์ ตั้ง 575 Hub ครอบคลุมศูนย์ข้าวชุมชน 1,733 แห่ง บนพื้นที่ 2 ล้านไร่ ตั้งเป้าลดต้นทุน 926 บาทต่อไร่ ลดใช้น้ำมัน 38.5 ล้านลิตรต่อปี ดันข้าวคาร์บอนต่ำสร้างมูลค่าเพิ่ม

KEY

POINTS

  • กรมการข้าวเสนอโครงการขอกู้เงิน 1.16 หมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนรถไถนาที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า (EV Tractor) ที่ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์
  • โครงการจะจัดซื้อรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า 3,720 คัน พร้อมจัดตั้งศูนย์บริการและสถานีชาร์จ (Hub) 575 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้บริการในพื้นที่เป้าหมาย 2 ล้านไร่
  • มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนค่าพลังงานในการทำนาให้เกษตรกรเฉลี่ย 926 บาทต่อไร่ ลดการใช้น้ำมันดีเซล และส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ

ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดย 2 แสนล้านบาท ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้ยื่นข้อเสนอขอใช้เงินกับคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงิน เป็นโครงการนำร่องบริหารจัดการ EV Tractor ทางการเกษตรแบบยั่งยืน วงเงินรวม 11,677.54 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการยกระดับภาคการผลิตข้าวของไทย จากการพึ่งพานํ้ามันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลราคาผันผวน ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานไฟฟ้าสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร

'กรมการข้าว' ขอเงินกู้ 1.16 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถไถนาดีเซลเป็นไฟฟ้า ลดต้นทุน 2 ล้านไร่

EV Tractor 3,720 คัน ลุยแทนรถไถดีเซล

สำหรับเม็ดเงินดังกล่าว จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยงบ  11,642.68 ล้านบาท จะนำมาใช้สำหรับการจัดซื้อจัดหารถแทรกเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริม (EV Tractor + Accessories) วงเงินรวม 6,397 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 3,720 คัน ในราคาเฉลี่ยคันละ 1.71 ล้านบาท เพื่อนำไปกระจายปฏิบัติงานไถเตรียมดินในแปลงนา ทดแทนรถไถนาเครื่องยนต์ดีเซลเดิมที่ใช้พลังงานฟอสซิล

พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรองรับทั้งในและนอกสถานที่ ผ่านการจัดซื้อรถชาร์จเคลื่อนที่พร้อมรถบรรทุก (Mobile Charger + Truck) จำนวน 575 ชุด วงเงิน 2,382 ล้านบาท (ชุดละ 4.14 ล้านบาท) สำหรับเคลื่อนออกไปให้บริการอัดประจุไฟฟ้า แก่รถแทรกเตอร์ถึงขอบแปลงนา ควบคู่กับการจัดตั้งสถานีชาร์จประจำ Hub (Charging Station) อีกจำนวน 575 ชุด วงเงิน 451 ล้านบาท (ชุดละ 0.78 ล้านบาท) เพื่อเป็นจุดอัดประจุไฟฟ้าหลักประจำศูนย์

 นอกจากนี้ นำไปใช้สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar + ESS) จำนวน 575 ชุด วงเงิน 1,770 ล้านบาท (ชุดละ 3.07 ล้านบาท) เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับกักเก็บ และจ่ายไฟให้แก่อุปกรณ์ชาร์จทั้งหมด พร้อมทั้งงบก่อสร้างโครงสร้างและสิ่งก่อสร้างประกอบประจำ Hub อีกจำนวน 575 ชุด วงเงิน 539.98 ล้านบาท (ชุดละ 0.93 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นอาคารจอดเก็บรักษารถแทรกเตอร์ไฟฟ้า จุดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และอาคารปฏิบัติการของศูนย์ และอีก 102.70 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันบริหารจัดการ จำนวน 1 ระบบกลาง เพื่อใช้ติดตามข้อมูลการทำงานของรถไถ ปริมาณการใช้พลังงาน และคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายแปลงแบบเรียลไทม์ ส่วนอีก 34.86 ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานสำหรับการบริหารจัดการตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี (ตุลาคม 2569 -กันยายน 2570)

575 Hub กระจายบริการครอบคลุม 2 ล้านไร่

 สำหรับรูปแบบการดำเนินงานนั้น อยู่ภายใต้แนวคิดรัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน และบริหารจัดการโดยผู้ให้บริการมืออาชีพ โดยครุภัณฑ์ อุปกรณ์ และสิ่งก่อสร้างทั้งหมด จะถูกจัดซื้อและขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของกรมการข้าว แล้วมอบหมายให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ร่วมกันในลักษณะบริการส่วนกลางของชุมชน ที่จะมีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการพลังงานสะอาด หรือ Hub จำนวน 575 แห่ง ครอบคลุมศูนย์ข้าวชุมชนเข้มแข็งจำนวน 1,733 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ

 ประกอบด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 317 Hub (1,096 ศูนย์) ภาคกลาง 149 Hub (360 ศูนย์) ภาคเหนือ 64 Hub (174 ศูนย์) ภาคใต้ 20 Hub (49 ศูนย์) ภาคตะวันออก 16 Hub (37 ศูนย์) และภาคตะวันตก 9 Hub (17 ศูนย์) โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) คัดเลือกตำแหน่ง Hub ให้ครอบคลุมแปลงเกษตรกรในรัศมีเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อให้การขนส่งและการเดินทางไปให้บริการเกิดความคุ้มค่าและรวดเร็วที่สุด

 โดยในระยะแรกจะให้บริการพื้นที่นาข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนแห่งละ 200 ไร่ รวมเป็น 346,600 ไร่ และขยายการให้บริการไปยังพื้นที่เกษตรกรรอบนอกอีกแห่งละ 1,000 ไร่ จนครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 2 ล้านไร่เมื่อสิ้นสุดโครงการ 1 ปี

 ขณะที่การบริการจัดการ กรมการข้าวจะทำหน้าที่เป็นเจ้าของโครงการ กำหนดมาตรฐานทางเทคนิคกลาง บริหารจัดการระบบคลาวด์ และถือสิทธิ์ในคาร์บอนเครดิตภาพรวม โดยศูนย์ข้าวชุมชนจะทำหน้าที่เป็นจุดบริการและรวบรวมความต้องการของชาวนาในพื้นที่ ส่วนการขับรถไถจัดคิวบริการ ซ่อมบำรุงรักษา และจัดเก็บค่าบริการจะดำเนินการโดยผู้ให้บริการ หรือผู้ประกอบการเดินรถในท้องถิ่นที่เข้าร่วมสัญญา

ลดต้นทุน 926 บาทต่อไร่ ดันข้าวคาร์บอนต่ำ

 สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากโครงการนี้ กรมการข้าวระบุว่า การเปลี่ยนมาใช้รถไถไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานในการไถนาได้เฉลี่ยสูงถึง 926 บาทต่อไร่ต่อปี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงเหลือเพียง 3,393 บาทต่อไร่ ช่วยลดการใช้นํ้ามันดีเซลได้มากถึง 38.5 ล้านลิตรต่อปี และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

 อีกทั้ง ช่วยยกระดับข้าวไทยเข้าสู่ตลาดข้าวคาร์บอนตํ่า ผ่านการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิต ตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการส่งออกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีพลังงาน และดิจิทัลให้แก่เกษตรกรและแรงงานในพื้นที่ถึง 51,990 ราย ให้สามารถควบคุม ดูแลรักษา และติดตามการใช้พลังงานของตนเองได้

 นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้วางระบบการจัดเก็บรายได้ จากการให้บริการสถานีชาร์จและการขายคาร์บอนเครดิต โดยทำการยื่นขอตกลงยกเว้นระเบียบกับกระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง โดยสมทบรายได้ส่วนหนึ่งประมาณ 3% กลับมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการบริหารโครงการ ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ และช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง