

KEY
POINTS
เวทีสัมมนา “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับโพสต์ทูเดย์ เสนอหนึ่งในองค์กรสำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนทิศทางพลังงานของประเทศ ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่เป็นผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทเป็น “Ecosystem Connector” หรือผู้เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition)
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ได้วางแผนยุทธศาสตร์ “EGAT Strategic Response” เพื่อสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ ผ่านเสาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ Green Innovation for Sustainability จากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยไม่ลดทอนความมั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล
โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เหมาะสมกับทรัพยากรของประเทศ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าไในเขื่อน (Hydro Floating Solar) ซึ่งเตรียมดำเนินการบนพื้นที่ 9 เขื่อนหลักของ กฟผ. ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จแล้วที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี (45 เมกะวัตต์) และเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น (24 เมกะวัตต์)
การจับมือพัฒนาพลังงานลมและแสงอาทิตย์ (Wind & Solar) ขยายการพัฒนาในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงโครงการพลังงานนํ้าขนาดเล็ก (Small Hydropower) ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
อีกทั้ง การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตอย่างโครงการโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพสูง ตลอดจนการเสริมความยืดหยุ่นให้แก่ระบบส่งด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) ด้วยการนำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ เป็น Stabilizers ควบคู่การพัฒนา Grid Scale BESS ในจุดสำคัญ
รวมถึงการเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Power Plant : PSHP) เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบกักเก็บพลังงานสะอาดขนาดใหญ่บนพื้นที่เขื่อนของ กฟผ. เพื่อรักษาความสมดุลของการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้ว 3 แห่ง (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนศรีนครินทร์, โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา) และเตรียมสำรวจพัฒนาเพิ่มเติม อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนวชิราลงกรณ และพื้นที่ภาคใต้
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับระดับระบบส่งไฟฟ้าให้มั่นคง และยืดหยุ่น หรือ “Grid Modernization” เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) การลงทุนของภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยได้วางแนวทางการยกระดับระบบส่งไฟฟ้าออกเป็น 4 ด้านหลัก เริ่มจากการเสริมความแข็งแกร่งและขยายขีดความสามารถของระบบส่งไฟฟ้าให้พร้อมรับมือกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้ารองรับกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงดัน 230 kV และ 500 kV ให้เป็น “Super Highway” จากที่มีความต้องการใช้รวมกว่า 3.8 กิกะวัตต์ (GW)
ถัดมาเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารระบบส่งไฟฟ้าโดยติดตั้งอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้าที่ทันสมัย เช่น FACTS และ STATCOM ซึ่งได้ดำเนินการแล้วที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จ.สงขลา จุดเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างไทย-มาเลเซีย พร้อมกับติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานในระดับโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Grid Scale)
อีกทั้ง ยกระดับการควบคุมระบบไฟฟ้าด้วยดิจิทัลและ AI ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center) ด้วยการนำระบบ Time-Weighted (TW) และ AI เข้ามาบริหารจัดการแบบ Real-time บนแนวคิด Human-centric
รวมถึงจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REFC/IFC) และศูนย์ Demand Response Control Center (DRCC) เพื่อจับคู่ Supply และ Demand อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนการสำรองระบบ และสุดท้ายเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและกู้คืนระบบในกรณีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ โดยนำเทคโนโลยีการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ (Real-Time Risk Assessment) มาช่วยรักษาสภาพความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (System Stability) พร้อมพัฒนาคุณสมบัติ Grid Forming เพื่อสนับสนุนความยืดหยุ่นในการจ่ายไฟของโครงข่าย
ยุทธศาสตร์ที่ 3 “Transition to Future Energy Solutions” เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต และเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมด้านการตลาดพลังงาน (Energy Market) ที่เตรียมพัฒนารูปแบบการซื้อขายไฟฟ้า ที่พร้อมรองรับบริการไฟฟ้าสีเขียวระดับมาตรฐาน Utility Green Tariff ทั้งรูปแบบ UGT1 และ UGT2 การเปิดสิทธิ์การเข้าใช้งานระบบโครงข่ายระบบส่งแก่บุคคลที่ 3 (TPA) และเตรียมความพร้อมสู่ตลาดพลังงานเสรีในอนาคต
อีกทั้ง ยังรุกคืบเข้าสู่การสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร ที่เชื่อมโยงระหว่างตัวยานยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) ซึ่งปีนี้มีเป้าหมายติดตั้งให้ครบ 580 แห่ง และปี 2570 ตั้งเป้าสะสมที่ 650 แห่ง รวมถึงบริการจัดการยานพาหนะไฟฟ้าในองค์กร (Fleet Solution) และระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility)
นอกจากนี้ ยังมีโซลูชันเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonized Solutions) สำหรับภาคอุตสาหกรรมและเอกชน ผ่านบริการจดทะเบียนและซื้อขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) การพัฒนามาตรฐานลดคาร์บอน T-VER และแพลตฟอร์มการจัดการพลังงานอัจฉริยะ (ENZY Platform: Smart Energy Solutions) เพื่อรองรับความต้องการลดคาร์บอนในภาคการผลิต ควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทในเครือ กฟผ. (EGAT Group) ทั้ง 8 บริษัท ที่พร้อมใจร่วมลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.มีประสบการณ์และเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้วกว่า 20-30 ปี ทั้งการพัฒนาบุคลากรและติดตามเทคโนโลยี โดยตาม PDP ฉบับใหม่ กฟผ.ได้รับมอบหมายให้พัฒนา SMR โรงแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าเดินเครื่องภายในปี 2580
ทั้งนี้ โครงสร้างการพัฒนาแบ่งออกเป็น 5 ระยะ เริ่มจากระยะที่ 1 การเตรียมการโครงการ (ใช้เวลา 2-3 ปี), ระยะที่ 2 การดำเนินการโครงการ (ใช้เวลา 4-5 ปี), ระยะที่ 3 การก่อสร้างโรงไฟฟ้า (ใช้เวลา 5-6 ปี), ระยะที่ 4 การเดินเครื่องซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 60-80 ปี และระยะที่ 5 การรื้อถอน
อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนระยะแรก ภาคนโยบายจะจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการเพื่อการดำเนินงานโครงการพลังงานนิวเคลียร์ (NEPIO) โดยความร่วมมือของ ครม., กพช. และกระทรวงพลังงาน เพื่อทบทวนความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน จัดทำรายงาน Comprehensive Report และ Pre-feasibility กำหนดนโยบายการจัดการเชื้อเพลิงและกองทุนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนร่วมมือกับองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในการประเมิน INIR Mission.
ขณะเดียวกัน กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเพื่อคัดเลือกเทคโนโลยี SMR และพื้นที่ศักยภาพ จัดทำแผนพัฒนาโครงการ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตสถานที่ตั้ง และจัดทำเอกสารประกวดราคาเพื่อจัดหาคู่สัญญา
ปัจจุบันยังเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศ และการคัดเลือกพื้นที่เบื้องต้นจะมุ่งไปยังพื้นที่ศักยภาพของ กฟผ. ซึ่งมี Facility เดิมรองรับอยู่แล้ว
ขณะที่การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และการสร้างการยอมรับจากสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดย กฟผ. ได้วางแผนอัตรากำลังคน วิเคราะห์ช่องว่างทักษะ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย รวมถึงทีมเดินเครื่องและบำรุงรักษาสำหรับรองรับการเป็น Owner/Operator ตลอดอายุโรงไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการสื่อสารเชิงรุกอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน พร้อมแสวงหาความร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในบริบทใหม่จำเป็นต้องเพิ่ม “ความยืดหยุ่น” ให้กับระบบ รวมถึงนำระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานโดย Battery มีจุดเด่นด้านการตอบสนองที่รวดเร็ว ขณะที่ Pumped Hydro เหมาะกับการย้ายพลังงานปริมาณมากข้ามช่วงเวลา แต่การเลือกใช้เทคโนโลยีจำเป็นต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศและพื้นที่
โดยระบบส่งไฟฟ้าจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบได้เร็วขึ้น จากเดิมที่อุปกรณ์บางประเภทตอบสนองในระดับวินาทีหรือหนึ่งในสิบของวินาที ในอนาคตอาจต้องพัฒนาไปสู่ระดับหนึ่งในร้อยวินาที เพื่อรับมือกับความผันผวนของระบบที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การลงทุนใน Smart Grid จำเป็นต้องมองทั้งภาพรวมของระบบและความต้องการเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการวางแผนลงทุนเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน รวมถึงอุปกรณ์ควบคุมแรงดันและระบบกักเก็บพลังงาน จำเป็นต้องพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เวลา สถานที่ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ประเด็นแรกคือ เวลา ต้องลงทุนให้ถูกจังหวะกับความต้องการใช้จริง ไม่ควรลงทุนเร็วเกินไปจนเกิดสินทรัพย์ที่ยังไม่มีการใช้งาน
ประเด็นที่สอง สถานที่หรือจุดติดตั้ง เนื่องจากอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าหลายประเภทมีต้นทุนลงทุนสูง การทำให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าจึงต้องพิจารณาว่าควรติดตั้งในระดับใดของระบบ หากเป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวที่ติดตั้งโซลาร์และต้องการ Battery ระบบกักเก็บพลังงานอาจติดตั้งที่โรงงานโดยตรง แต่หากเป็นระดับชุมชนที่มีโซลาร์ชุมชนและมีช่วงเวลาที่ไฟฟ้าเกินหรือขาด อาจติดตั้ง Battery ในระดับระบบจำหน่าย เพื่อให้สามารถแชร์พลังงานภายในชุมชนหรือ Microgrid ได้ ขณะที่หากความต้องการขยายไปถึงระดับนิคมอุตสาหกรรม อาจพิจารณาติดตั้งในระดับ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้หลายรายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ประเด็นที่สามคือ เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะความต้องการของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน บางพื้นที่อาจต้องการเพียงอุปกรณ์ควบคุมแรงดัน เท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง