

KEY
POINTS
กระแส Data Center ที่ขยายตัวขึ้นในประเทศ กำลังสร้างความต้องการใหม่ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดคาร์บอน ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพิจารณาวัสดุที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่
สำหรับ CCP การเตรียมผลิตภัณฑ์ Low Carbon และการพัฒนากระบวนการลดคาร์บอนที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บริษัทนำมาใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ขณะที่การขยายตัวของ Data Center ยังเชื่อมโยงไปถึงความต้องการวัสดุและความสามารถในการส่งมอบงานที่ต้องเป็นไปตามสเปกของโครงการ
นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ CCP เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า Data Center หรือ Big Data ที่อยู่ภายในประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับ Automation สามารถดำเนินไปได้ และในอนาคตจะมี Big Data ที่ต้องใช้งาน โดยมีความมั่นคงค่อนข้างสูง แต่จะแลกมาด้วยทรัพยากรที่ใช้มหาศาล เช่น น้ำและไฟฟ้า
ในมุมของเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมา นายอาทิตย์มองว่ามีความไม่มั่นคงสูง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวสูง และต้องมีสายป่านที่ยาว เพราะต้องสามารถปรับตัวและทนได้ในช่วงที่ผ่านมา
หลังจากช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีข่าวเรื่อง Data Center หลายแห่ง ทำให้บรรยากาศปรับตัวดีขึ้น เพราะนิคมอุตสาหกรรมมีการขยายตัว ขณะที่พื้นที่ที่อยู่นอกนิคมก็มีจำนวนมากขึ้น รวมถึง Infrastructure ที่ต้องรองรับโครงการเหล่านี้ก็มีมากขึ้น
นายอาทิตย์กล่าวว่า CCP มีข้อดีอยู่ส่วนหนึ่งจากการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ ESG คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และผลิตภัณฑ์โลว์คาร์บอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ Data Center ให้ความสำคัญค่อนข้างสูง
การทำงานประเภทนี้ หากมีสเปกออกมาและสเปกเข้มมาก แต่ไม่มีผู้ผลิตในประเทศสามารถผลิตได้ถึง หรือไม่มีสินค้าที่ได้ตามสเปกนั้น ดีไซเนอร์หรือ Consult ก็จะผ่อนปรน เพราะหาซื้อไม่ได้ แม้งานจะต้องเดินต่อ
แต่หากมีทางเลือกที่ค่อนข้างชัดเจน และมีความปลอดภัยในการเลือก ไม่ได้มีเพียงผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ หรือไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่มีสินค้าให้เลือกน้อยและหาซื้อยาก เมื่อสามารถเลือกได้ ก็จะเลือกสินค้าที่ตรงตามสเปก
นายอาทิตย์ยกตัวอย่างงานที่ CCP ได้ในปัจจุบัน คือ Bangkok Mall ซึ่งกำหนดสเปกเป็นโลว์คาร์บอน และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทบล็อก โดยมองว่างานของ Data Center ก็จะออกมาในทำนองเดียวกัน เมื่อสามารถเลือกสินค้าได้ ก็จะต้องการโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์ตามสเปกเหล่านี้
CCP จึงได้รับอานิสงส์จากการที่บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โลว์คาร์บอนไว้ตามมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นโอกาส หากลูกค้าต้องการเลือกและผลิตภัณฑ์ของ CCP มีคุณสมบัติครบตามที่ต้องการ
สำหรับงาน Data Center ผลิตภัณฑ์ของ CCP สามารถนำไปใช้ได้ทุกตัว ตั้งแต่ท่อ เนื่องจากเมื่อเข้าไปในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมและส่วนของ Data Center ก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทั้งหมด
นายอาทิตย์กล่าวว่า บริษัทดำเนินการเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) มาก่อน โดยก่อนที่จะทำการจด CFP และ CFO บริษัทมี MOU กับสถาบัน 2 แห่ง
ความร่วมมือส่วนหนึ่งคือการนำขยะของ ปตท. มาใช้ โดยนำมาเก็บคาร์บอนลงในบล็อกคอนกรีต ซึ่งบล็อก 1 ก้อน น้ำหนัก 3 กิโลกรัม สามารถเก็บคาร์บอนได้ 3 ขีด หรือประมาณเกือบ 10% อีกด้านมีการพัฒนากราฟีน โดย CCP นำกราฟีนมาทดลองใช้ในคอนกรีตโลว์คาร์บอน ซึ่งนายอาทิตย์ระบุว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทได้รับงานในมุมของกระแส Data Center
สำหรับการปรับปรุงวัสดุ นายอาทิตย์กล่าวว่า ต้องกลับมาที่ CFP และ CFO โดยหลักการเก็บข้อมูลจะมาจากการใช้งานของบริษัทว่ามีการขนส่งด้วยวิธีไหน ใช้อยู่เท่าไร และสิ่งที่ใช้ก่อให้เกิดคาร์บอนเท่าไร รวมถึงกระบวนการผลิตเป็นอย่างไร
เมื่อได้ข้อมูลตรงนี้มา ก็จะเป็นอินดิเคเตอร์ที่ทำให้บริษัทเห็นว่าควรโฟกัสตรงไหน และจุดใดมีโอกาสที่จะลดคาร์บอนได้ รวมถึงต้องพิจารณาว่าสามารถลดได้ด้วยต้นทุนเท่าไร
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นกระบวนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเห็นว่าคาร์บอนเกิดจากกระบวนการไหนมากที่สุดและน้อยที่สุด จากนั้นจึงสามารถแยกย่อยลงมาว่าวิธีแก้ไขหรือวิธีปรับปรุงจะทำอย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากเป็นรถ ก็อาจเปลี่ยนเป็น EV หรือหากเป็นรถตักและโฟล์กลิฟต์ที่ใช้อยู่ในบริษัท ก็อาจเปลี่ยนจากเดิมมาเป็น EV แต่หากเป็นสินค้าประเภทอื่นที่มีการเผา ก็ต้องพิจารณาเชื้อเพลิงทดแทนที่จะทำให้เกิดคาร์บอนน้อยลง หรือเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า
ปัจจุบัน CCP มีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) มูลค่า 1,870 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยงาน Data Center มีสัดส่วนประมาณ 10% ของ Backlog และนายอาทิตย์มองว่าสัดส่วนดังกล่าวน่าจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
นายอาทิตย์กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาในกลุ่มกรีนด้วย โดยหากดีไซเนอร์หรือ Consult ไม่มีทางเลือกในการหาวัสดุก่อสร้างหรือสินค้ามาสนับสนุน ก็จะไม่สามารถกำหนดสเปกได้เข้มงวดมากนัก แต่หากมีผลิตภัณฑ์ที่หาได้และมีทางเลือกชัดเจน ก็จะพยายามให้สินค้าเหล่านั้นอยู่ตามกฎหรือความตั้งใจเดิมของโครงการ
สำหรับตลาดงาน Data Center ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ และต้องมีมาตรฐานด้านคุณภาพ รวมถึงการส่งมอบที่สูง นายอาทิตย์กล่าวว่า จุดแข็งหลักของบริษัทคือมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีบุคลากรที่ดูแลในแต่ละเรื่อง ทำให้บุคลากรแต่ละคนสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญของตัวเองลงไปในเรื่องที่รับผิดชอบได้
นายอาทิตย์ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบัน CCP มีบริษัท Data บริษัทหนึ่งที่รับเหมางานให้กับ Data Center โดยการส่งมอบงานและการส่งมอบวัสดุมีขั้นตอนค่อนข้างเข้มงวดมาก
ต้องอาศัยทั้งฝ่ายขายที่ต้องคอนเฟิร์มงานก่อนว่าจะส่งของตัวไหนเข้าไป ฝ่ายขนส่งต้องจัดการรายละเอียด เช่น ต้องมีใบเซอร์ทุกอย่าง และต้องไปตรงเวลา เพราะ Data Center จะเปิดให้เข้าเฉพาะช่วงเวลาที่นัดกันไว้เท่านั้น เมื่อเสร็จงานก็ต้องรีบออกมาตามระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากงานประเภทนี้มีขั้นตอนที่เข้มงวดมาก ฝ่ายผลิตเองก็ต้องรับ Consult เข้ามาเพื่อตรวจงานอย่างละเอียดว่าเป็นไปตามสเปกที่วางไว้หรือไม่
ดังนั้น ข้อได้เปรียบหนึ่งของ CCP คือบริษัทมีขนาดใหญ่พอสมควร ทำให้บุคลากรสามารถโฟกัสงานเพื่อตอบสนองลูกค้าได้ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไซส์” ในมุมของนายอาทิตย์ไม่ได้หมายถึงขนาดบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงเรื่องการผลิตด้วย เพราะ CCP มีการผลิตที่หลากหลาย จึงสามารถเลือกวิธีการผลิตให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าออกแบบมาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
บริษัทมีทั้งระบบปั๊ม ระบบหล่อ ระบบแรงเป่าคอนกรีต ระบบแรงอัด และระบบหล่อเปียก โดยมีทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ
ดังนั้น หากลูกค้าดีไซน์ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาตัวหนึ่ง CCP สามารถออกแบบวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ต้นทุนสามารถแข่งขันในตลาดได้มากที่สุด
นายอาทิตย์กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชน หลายหน่วยงานมีความตั้งใจที่จะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม และพยายามพัฒนาตัวเองให้เป็น ESG ที่ดีขึ้น โดย Data Center ก็เป็นหนึ่งในนั้น หากมองในภาพรวม การที่ภาคเอกชนมีแนวคิดในลักษณะนี้มากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม CCP ไม่ได้มอง Data Center เป็น New S-Curve โดยตรง แต่มองว่ากลุ่ม Low Carbon เป็น New S-Curve มากกว่า
สำหรับการทำธุรกิจด้าน Low Carbon CCP มีความตั้งใจที่จะเป็นแพลตฟอร์ม เนื่องจากข้อได้เปรียบของบริษัทคือมีวิธีการผลิตที่หลากหลาย และมีผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างกว้าง
เมื่อมีแนวโน้มหรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามา บริษัทสามารถเลือกวิธีการผลิตที่เหมาะสม โดยนำเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต เพื่อทำให้ต้นทุนถูกลง
นอกจากนี้ CCP ยังมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์มาดีไซน์ต่อยอดได้
นายอาทิตย์ยกตัวอย่างว่า หากมีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่ออกมาแล้วเหมาะจะนำไปทำเป็นฝารางระบายน้ำ แต่เดิมบริษัทมีผลิตภัณฑ์รางระบายน้ำอยู่แล้ว ก็สามารถนำผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมาทำเป็นฝารางระบายน้ำ เพื่อขายคู่กับผลิตภัณฑ์เดิมของบริษัทได้
ความหลากหลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ตรงนี้มีความเป็นไปได้
สำหรับแผนลดคาร์บอนในวัสดุเพิ่มเติม นายอาทิตย์กล่าวว่า CCP ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจะมองหาเป็นรายส่วน และหากการเปลี่ยนแปลงนั้นยังทำให้ต้นทุนสามารถแข่งขันได้ บริษัทก็จะเปลี่ยน
ตัวอย่างเช่น ท่อคอนกรีต บริษัทมีการนำ “หินฝุ่น” ซึ่งเป็นขยะจากโรงงานของโรงโม่มาใส่เพิ่มในวัสดุ เพื่อช่วยลดคาร์บอน
หินฝุ่นดังกล่าวเป็นขยะจากอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งหากไม่ได้ถูกนำมาใช้ก็จะต้องมีการกำจัด แต่ CCP นำวัสดุดังกล่าวเข้ามาใช้ในวัสดุของบริษัท เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่
แม้ต้นทุนของบริษัทไม่ได้ลดลงจากการดำเนินการดังกล่าว แต่อย่างน้อยก็สามารถดึงวัสดุเหล่านี้เข้ามา ใช้ได้
นายอาทิตย์กล่าวว่า การทำ Low Carbon ไม่จำเป็นต้องทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะบริษัทมองเรื่องนี้เป็นเหมือน Index หรือเข็มทิศตัวหนึ่งที่ช่วยบอกว่าจุดไหนเป็นจุดที่บริษัทควรเข้าไปโฟกัส
เมื่อรู้ว่าจุดไหนสามารถลดคาร์บอนได้ บริษัทสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปปรับปรุงจุดใดก่อน โดยพิจารณาด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีต้นทุนสูงแค่ไหน
หากพบว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างมีต้นทุนสูงมาก บริษัทสามารถเลือกทำในส่วนอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าก่อนได้ หากส่วนดังกล่าวสามารถช่วยลดคาร์บอนได้เช่นกัน ส่วนที่มีต้นทุนสูงก็อาจรอเทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากกว่า แล้วจึงค่อยกลับมาดำเนินการ
ถามว่ากระทบเรื่องต้นทุนไหม เราก็ต้องบริหารด้วย
บางกรณีการลดคาร์บอนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนการขนาดใหญ่ แต่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนแนวคิด เช่น การเพิ่มการรีไซเคิลให้มากขึ้น ก็สามารถช่วยลดคาร์บอนได้แล้ว
สำหรับผลของ Net Zero ต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง นายอาทิตย์กล่าวว่า CCP ก็เดินหน้าลดคาร์บอน แต่ความแตกต่างที่จะทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันจะอยู่ในมุมของลูกค้าเป็นหลัก
กรณี Data Center ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ มีบางไซต์งานที่เริ่มให้น้ำหนักกับเรื่องดังกล่าวแล้ว รวมถึงผู้ประกอบการบางรายในพื้นที่บางนา ซึ่งให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เช่นกัน จึงมีส่วนทำให้ CCP ได้เปรียบในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ในการเสนอราคาไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ Low Carbon จะสามารถบวกราคาเพิ่มขึ้น 15% หรือ 30% เพราะช่องว่างของราคาจริงไม่ได้สูงถึงระดับนั้น
ดังนั้น บริษัทจึงต้องกลับมาจัดการต้นทุนภายในว่า สามารถบริหารต้นทุนได้ในระดับใด โดยอาจมีต้นทุนเพิ่มประมาณ 2-3% ซึ่งอาจมีส่วนต่อการแข่งขัน แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 10-20%
สำหรับบทบาทของภาครัฐ นายอาทิตย์กล่าวว่า หากภาครัฐกำหนดเกณฑ์หรือข้อกำหนดว่าผู้ประกอบการต้องดำเนินการในสัดส่วนเท่าใด รวมถึงกำหนด Handicap หรือแต้มต่อในการแข่งขันสำหรับสินค้าที่ไม่มี MIT ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนทันที เพราะมีผลต่อการแข่งขันและการทำเงินโดยตรง
ในเรื่องแรงจูงใจ าควรให้ความสำคัญกับแรงจูงใจมากกว่าการบังคับ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความเปราะบาง หากรัฐบังคับให้ผู้ประกอบการดำเนินการ ทั้งที่ผู้ประกอบการยังไม่มีความพร้อมที่จะพัฒนา ก็อาจกระทบผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะรายเล็ก
นายอาทิตย์ยกตัวอย่างว่า หากรัฐกำหนดว่าผู้ประกอบการต้องมี CFP แต่ผู้ประกอบการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำ CFP อย่างไร ก็อาจกลายเป็นปัญหาว่าจะต้องเลิกทำธุรกิจหรือไม่
เขาจึงมองว่ารัฐควรเริ่มจากการสร้างความต้องการในตลาด เช่น หากรัฐบาลเป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้างและกำหนดให้ต้องมี CFP หรือ CFO อย่างน้อยจะทำให้เกิดผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่ต้องการขายสินค้าและต้องการทำตามข้อกำหนดดังกล่าว
ผู้ประกอบการเหล่านี้จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเข้าไปทำ ขณะที่ลูกค้าหรือผู้ประกอบการอีกกลุ่มที่ยังไม่พร้อมก็ยังไม่จำเป็นต้องถูกบังคับในเฟสแรก
ในอนาคตทุกคนจะค่อย ๆ ปรับตัว แต่ในช่วงเริ่มต้น หาก Consult ที่ยังไม่มีความรู้เข้ามาทำงานร่วมกับ CCP หรือผู้ประกอบการรายอื่น และมีการพัฒนาอย่างน้อยผลิตภัณฑ์และวิธีการดำเนินงานก็จะพัฒนาขึ้นจากครั้งแรกที่ทำ และต้นทุนก็จะถูกลง
นายอาทิตย์กล่าวว่า หากรัฐไม่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว แต่บังคับให้ทุกคนทำพร้อมกัน ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องจ่ายต้นทุนในระดับสูงพร้อมกันทั้งหมด และสำหรับ SME ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถรับต้นทุนดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะอาจอยู่ในสภาพที่รับไม่ไหว
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านควรเป็นเฟส โดยเฟสแรกคือการสร้างดีมานด์ให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของสิ่งดังกล่าว จากนั้นผู้ประกอบการก็จะเข้ามาเล่นในตลาดส่วนหนึ่ง
เมื่อเกิดตลาดขึ้น ก็จะมีซัพพลายเออร์อีกประเภทหนึ่งเข้ามา ซึ่งรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองผู้ประกอบการกลุ่มแรก
แม้ในช่วงเริ่มต้นต้นทุนจะสูง แต่เมื่อดำเนินการไปเรื่อย ๆ ต้นทุนจะถูกลง เพราะไม่จำเป็นต้องกลับมาคิดใหม่ทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกอบการที่เข้ามาภายหลังก็อาจได้รับต้นทุนที่ถูกลง ทำให้ SME ไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนสูงเท่ากับช่วงเริ่มต้น
นายอาทิตย์กล่าวถึงธุรกิจโลจิสติกส์และการนำ EV มาใช้ว่า CCP เข้ามาทำ EV ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้า Require แต่ลูกค้าไม่ต้องการจ่ายเพิ่ม แม้ลูกค้าจะมีความต้องการให้ใช้ EV แต่เมื่อถึงเวลานำรถไปวิ่ง ลูกค้ายังคงให้ราคาเท่าเดิม ขณะที่บริษัทต้องออกรถใหม่ และรถดังกล่าวมีราคาสูงกว่ารถเดิมเกือบเท่าตัว
ตัวอย่างเช่น รถเดิมราคา 2 ล้านบาท เมื่อเปลี่ยนเป็นรถใหม่ ราคาขยับขึ้นมาเป็น 3 ล้านบาทกว่า หรือเกือบ 4 ล้านบาท
สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ EV นายอาทิตย์กล่าวว่า ปัจจัยที่ CCP ยังไม่ได้เปลี่ยนทั้งหมดมาจากเรื่องต้นทุนและความพร้อมของ Infrastructure
อย่างไรก็ตาม EV มีข้อดีในเรื่องต้นทุนการบำรุงรักษา และต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วถูกกว่าน้ำมัน
ปัญหาคือการเติมพลังงานยังใช้เวลานาน ขณะที่ธุรกิจขนส่งต้องแข่งขันกันด้วยจำนวนรอบการวิ่งต่อวัน หากต้นทุนของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 2 รอบกว่า การวิ่ง 3 รอบจะทำให้มีกำไร แต่หากวิ่งได้เพียง 2 รอบก็ขาดทุน ดังนั้น หากต้องนำรถไปจอดเพื่อเติม EV เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง ก็จะไม่สามารถทำรอบที่ 3 ได้ และธุรกิจก็จะไม่รอด
นายอาทิตย์จึงมองว่า การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นทางออกที่ดีมาก แต่สิ่งที่จะตามมาคือ ต้องมีสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมและมีจำนวนเพียงพอ รวมถึงต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในส่วนนี้ให้พร้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง