

KEY
POINTS
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Artificial Intelligence (AI) กำลังเปลี่ยนโฉม Data Center ทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจาก AI ไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวน Server แต่ยังส่งผลให้ความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าและความร้อน (Power Density) ภายใน Rack สูงขึ้นมหาศาล ใน Data Center แบบดั้งเดิม การใช้เครื่องปรับอากาศเป่าลมเย็นผ่านห้อง Server (Room Cooling) เพื่อระบายความร้อนเคยทำได้เป็นปกติ
แต่เมื่อเข้าสู่ยุค GPU สำหรับ Generative AI และ High-Performance Computing การระบายความร้อนด้วยอากาศเย็นเพียงอย่างเดียวเริ่มเข้าใกล้ข้อจำกัดทางวิศวกรรม ความท้าทายสำคัญของ AI Data Center จึงไม่ได้มีเพียงการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงคำถามที่ว่าจะนำความร้อนมหาศาลออกจากชิปอย่างไรโดยไม่เปลืองไฟฟ้าและนํ้าจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในคำตอบสำคัญคือเทคโนโลยี Direct-to-Chip Liquid Cooling
หลักการของ Direct-to-Chip Cooling เปลี่ยนแนวคิดจากการทำให้ “ทั้งห้องเย็น” ไปสู่การทำให้ “ชิปเย็น” หรือ Chip-Level Thermal Management โดยระบบจะนำของเหลวไปยัง Cold Plate ที่ติดตั้งสัมผัสกับแหล่งกำเนิดความร้อนอย่าง CPU และ GPU โดยตรง ความร้อนจะถูกถ่ายเทจากชิปเข้าสู่ของเหลว ก่อนส่งไปยัง Coolant Distribution Unit (CDU) เพื่อควบคุมอัตราการไหล อุณหภูมิ ความดัน และถ่ายเทความร้อนต่อไปยังระบบระบายความร้อนของอาคาร
เหตุผลที่ของเหลวเหมาะกับ AI มากกว่าอากาศ มาจากหลักฟิสิกส์ที่ว่าของเหลวสามารถรับและขนส่งความร้อนได้มีประสิทธิภาพกว่าอากาศอย่างมาก การนำสารหล่อเย็นเข้าใกล้ชิปจึงช่วยลดระยะทางและความต้านทานในการถ่ายเทความร้อน ทำให้ Data Center สามารถรองรับ Rack ที่มีความหนาแน่นความร้อนระดับหลายสิบกิโลวัตต์ ไปจนถึงเกิน 100 kW ต่อ Rack ในระบบ AI สมรรถนะสูงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเพิ่มปริมาณลมเย็นมหาศาลแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ Liquid Cooling ไม่ได้หมายความว่าความร้อนจะหายไปหรือ Data Center ไม่ต้องระบายความร้อนอีก เพราะพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่ Server เกือบทั้งหมดจะกลายเป็นความร้อน (เช่น IT 100 MW จะเกิดความร้อนใกล้เคียง 100 MW thermal) Direct-to-Chip เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีขนส่งความร้อนออกจากชิปให้มีประสิทธิภาพขึ้น จากนั้นความร้อนยังคงต้องถูกส่งต่อไปยังระบบระบายความร้อนภายนอก (Heat Rejection System) เช่น Dry Cooler หรือ Cooling Tower
ความได้เปรียบที่สำคัญของการดึงความร้อนด้วยของเหลว คือเราสามารถรับความร้อนจากชิปด้วยนํ้าหรือสารหล่อเย็นที่อุณหภูมิสูงกว่าเดิมได้ นำไปสู่แนวคิด Warm-Water Cooling ซึ่งเปลี่ยนปรัชญาการออกแบบจาก “ยิ่งเย็นยิ่งดี” ไปเป็น “เย็นเท่าที่จำเป็น” เมื่อใช้นํ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิระบบกับอากาศภายนอกจะช่วยเปิดโอกาสให้ใช้ Dry Cooler หรือ Free Cooling ได้มากขึ้น ลดชั่วโมงการทำงานของ Compressor ในระบบ Chiller จึงช่วยลด Cooling Energy และลดค่า Power Usage Effectiveness (PUE) ของ Data Center ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในประเด็นเรื่องการใช้นํ้า Data Center แบบดั้งเดิมที่ใช้ Cooling Tower ระเหยนํ้า (Evaporative Cooling) มักสูญเสียนํ้าปริมาณมาก แต่ Direct-to-Chip เปิดทางให้ใช้ระบบวงจรปิด (Closed Loop) ที่สารหล่อเย็นหมุนเวียนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่สูญเสียนํ้าทิ้ง หากระบบระบายความร้อนภายนอกเลือกใช้ Dry Cooler เป็นหลัก การพึ่งพาการระเหยนํ้าจะลดลงอย่างมาก พิสูจน์ว่า Liquid Cooling ไม่ได้หมายถึงการใช้นํ้าเปลืองเสมอไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประหยัดนํ้าหากออกแบบอย่างถูกต้อง
ท้ายที่สุด ในยุค AI การประเมินความยั่งยืนของ Data Center โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน จะดูเพียง PUE หรือประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ WUE (Water Usage Effectiveness) หรือประสิทธิภาพการใช้นํ้า รวมถึงการปล่อยคาร์บอนและผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในภาพรวม เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้าง Data Center ที่ใช้ไฟน้อยที่สุด แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรทุกด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนที่สุด
บทความโดย : ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโยลีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง