

KEY
POINTS
ท่ามกลางความท้าทายในการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงที่มีทั้งปัจจัยซึ่งควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การเติบโตในระยะยาวจึงต้องมาพร้อมกับการมองความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และการปรับตัวด้านความยั่งยืนอย่าง Net Zero และ ESG
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ให้สัมภาษณ์ฐานเศรษฐกิจว่า บริษัทเชื่อว่าคนที่ทำดีและทำถูกต้องจะสามารถดำเนินธุรกิจและเติบโตได้จริงในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องเน็ตซีโร่ (Net Zero) เพราะเชื่อว่าคนที่ทำได้ถูกต้องและทำได้ดีกว่าจะสามารถยืนระยะได้ยาวกว่า
ถ้าถามผม ครึ่งปีหลังก็ยังท้าทายอยู่ แต่ก็หวังว่ามันจะไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยง
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า หากเป็น CIVIL ในเวอร์ชันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บริษัทอาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง Net Zero โดยมองว่ายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกมาก แต่ปัจจุบันบริษัทมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เป็นเรื่องที่บริษัทจะต้องทำ และเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องให้คำมั่นแล้วก็ให้คุณค่า แล้วก็จริง ๆ ต้องให้เครดิตกับตลาดหลักทรัพย์
ทั้งนี้ CIVIL ได้เข้าร่วมโครงการ Jump Plus ซึ่งมีเรื่องความยั่งยืนเป็นหนึ่งในแกนของโครงการ โดยปิยะดิษฐ์กล่าวว่า ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้บริษัท รวมถึงเม็ดเงินที่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านความยั่งยืน การสร้างความโปร่งใส หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการตั้งเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ หรือเป้าหมายในด้านอื่น ๆ เพื่อให้แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก บริษัทก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาให้ดีขึ้น และมองถึงความเสี่ยงควบคู่กันไป
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่ แม้ปัจจัยต่าง ๆ จะมีทั้งสิ่งที่บริษัทสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ โดยในฐานะผู้นำ รวมถึงทีมงานทุกคน ต่างก็มีเป้าหมายที่จะทำให้ดีที่สุด หากผลที่ออกมาไม่ดี ก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ แต่ต้องไม่ปล่อยให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดตาย
เราพยายามเต็มที่ แต่ปัจจัยใด ๆ มีทั้งเราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ผมเองในฐานะผู้นำ รวมถึงทีมงานทุกคน เราก็มีเป้าหมาย แต่ถ้ามันมีผลที่มันออกมาไม่ดี ก็ต้องยอมรับ แล้วก็ยิ้มสู้ต่อ แต่ยังไงอย่าให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดตาย
พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ โดยบริษัทต้องเป็นเหมือนนักเรียนที่ขยัน ตั้งใจ และดูแลตัวเอง ที่สำคัญคือต้องมองเรื่องความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ในฐานะบริษัทจดทะเบียน CIVIL ยังดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการเข้าร่วมโครงการ “ทิ้งทูแทรช” (Ting To Trash) โดยสามารถลดปริมาณขยะทั่วไปได้กว่า 1,155 กิโลกรัม คิดเป็น 11% ของปริมาณขยะทั้งหมด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้ 1.031 tonCO2e ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นการดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมถึงยกระดับแนวทางการจัดการทรัพยากรขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ
โครงการดังกล่าวจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย โดยมี บริษัท คิด คิด จำกัด เป็นผู้ให้บริการระบบ Software Platform เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีความรู้ความเข้าใจในวิธีแยกขยะที่ถูกต้อง และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เริ่มต้นดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องการแยกขยะในแบบ 56-1 One Report
นอกจากนี้ CIVIL ยังได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO โดยใบรับรองระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ CIVIL ในช่วงวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2025 รวมอยู่ที่ 7,364 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tonCO2e/year) สำหรับการปล่อยในขอบเขตที่ 1 และ 2 โดยแบ่งเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 5,892 tonCO2e/year และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน 1,472 tonCO2e/year
ใบรับรองดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐาน TGO Guidance of the Carbon Footprint for Organization โดยมีบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทวนสอบ และกำหนดระดับการให้ความเชื่อมั่นแบบจำกัด (Limited) ที่ระดับสาระสำคัญ 5% ขณะที่ใบรับรองลงทะเบียนวันที่ 24 มิถุนายน 2026
สำหรับในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแนวคิดที่จะดำเนินนโยบายด้าน ESG ในส่วนที่บริษัทประเมินว่าสามารถทำได้เองไปก่อน โดยเปรียบเทียบแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการก้าวเดินแบบ "Baby Steps"
บริษัทจะเริ่มจากสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองก่อน ขณะที่หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาด้าน ESG อย่างก้าวกระโดด บริษัทคาดหวังว่าจะเห็นภาครัฐออกนโยบายที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ
ปัจจุบันนโยบายรัฐมักเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น EV หรือเงินกู้เพื่อพลังงาน แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการยังมีด้านอื่น ๆ ที่ควรจะทำเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน
คาดหวังว่าจะเห็นภาครัฐออกนโยบายที่ให้ค่า กับเรื่อง ESG อย่างจริงจัง เพื่อชวนให้เอกชนเข้ามาร่วมทำอย่างเต็มระบบ
บริษัทตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนโยบายรัฐเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงยังมีด้านอื่น ๆ ที่ควรทำควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ครอบคลุมมิติความยั่งยืนที่ครบถ้วน
ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาด้าน ESG อย่างก้าวกระโดด บริษัทจึงคาดหวังให้ภาครัฐมีนโยบายที่ให้คุณค่ากับ ESG อย่างจริงจัง เพื่อชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการอย่างเต็มระบบ
นอกจากนี้ บริษัทมองว่าควรมีองค์กรกลางที่ดูแลด้านการก่อสร้างโดยเฉพาะเพื่อการประสานงาน เพื่อสร้างความร่วมมือ (Synergy) และเป็นกระบอกเสียงให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งรัฐและธนาคารเข้าใจความท้าทายของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ บริษัทมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามแนวทาง ESG หากมีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง