

KEY
POINTS
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทำงานแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูลจากอวกาศ รายงานฉบับใหม่ขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ระบบติดตามผ่านดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคน้ำมันและก๊าซได้ในปริมาณที่เทียบเท่ากับการนำรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซิน 24 ล้านคันออกจากท้องถนนเป็นเวลา 1 ปี
นี่คือข้อค้นพบสำคัญจากรายงาน Spotlighting Opportunity: How Artificial Intelligence is Accelerating Methane Action ซึ่งเผยแพร่โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยรายงานแสดงให้เห็นว่า AI กำลังเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็ว
ก๊าซมีเทนเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนประมาณหนึ่งในสามของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม และมีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) สูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 80 เท่าในช่วงเวลา 20 ปี
ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 30 ดวงที่ติดตามกลุ่มก๊าซมีเทนจากอวกาศ ซึ่งก่อให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้แรงงานคนในการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด
AI เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ ผ่านโครงการ International Methane Emissions Observatory (IMEO) ของ UNEP ซึ่งกระบวนการทำงานที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI สามารถระบุการตรวจพบก๊าซมีเทนที่ได้รับการยืนยันแล้วได้ 80-85% ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะเข้าตรวจสอบ ทำให้นักวิเคราะห์สามารถประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียมได้มากขึ้น 12-15 เท่า โดยยังคงรักษาความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์ไว้
ซึ่งจะแจ้งเตือนรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ โดยตรงเมื่อพบการรั่วไหลครั้งใหญ่ ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่การตรวจพบจนถึงการดำเนินการแก้ไข
ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่ MARS เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ ระบบได้มีส่วนสนับสนุนมาตรการลดการปล่อยก๊าซมีเทนมากกว่า 40 กรณีทั่วโลก โดยจัดการกับการรั่วไหลที่คาดว่าปล่อยก๊าซมีเทนรวมประมาณ 1.2 ล้านตัน
"ก๊าซมีเทนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น" มาร์ติน เคราเซอ ผู้อำนวยการฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ UNEP กล่าว "บทเรียนสำคัญจากงานนี้คือ AI สามารถช่วยเปลี่ยนข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นการดำเนินการที่ใช้ได้จริง ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เข้ากับเครื่องมือ AI ที่มีขนาดเล็กและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่เพียงต่อการปล่อยก๊าซมีเทน แต่ยังรวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอีกหลากหลายด้าน"
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เปิดตัว Call to Action on Methane ระดับโลกเมื่อเดือนมิถุนายน โดยกล่าวในงาน London Climate Action Week ว่า
โลกเคยยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซินผสมสารตะกั่ว เราเคยกำจัดสารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซนได้สำเร็จ มลพิษจากก๊าซมีเทนควรเป็นเป้าหมายถัดไป
รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ในปี 2024 ความเข้มข้นของก๊าซมีเทนในบรรยากาศอยู่ที่ประมาณ 1,942 ส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion: ppb) สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 266% และเป็นระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี
อย่างไรก็ตาม กูเตอร์เรสระบุว่า การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดก๊าซมีเทนถือเป็น "หนึ่งในกลไกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดที่มีอยู่ในการชะลอภาวะโลกร้อนในระยะใกล้"
รายงานฉบับดังกล่าวกำหนดมาตรการเร่งด่วน 9 ประการ สำหรับภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน เพื่อนำไปดำเนินการภายในปี 2030 ครอบคลุมภาคเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาคเกษตรกรรม และภาคของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณสูง
กูเตอร์เรสเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการแจ้งเตือนจากดาวเทียมเป็น 80% ภายในปี 2030 จากระดับเพียง 12% ในปี 2025
ขณะนี้โลกสามารถมองเห็นการปล่อยก๊าซมีเทนได้ในขณะที่กำลังเกิดขึ้น การเพิกเฉยต่อไปไม่ใช่เรื่องของความไม่แน่นอนหรือการขาดข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจโดยเจตนา
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum: WEF) สนับสนุนแนวคิดมาโดยตลอดว่า เทคโนโลยีการสังเกตการณ์โลก (Earth Observation: EO) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจด้วย
การวิเคราะห์ของ WEF ประเมินว่า ข้อมูลจาก Earth Observation อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับโลกได้มากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 โดยในจำนวนนี้ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีก 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์
ในขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้ Earth Observation ยังอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2 กิกะตันต่อปี
รายงานอีกฉบับของ WEF ระบุว่า การติดตามก๊าซมีเทนเป็นหนึ่งในการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมที่มีศักยภาพสูงที่สุดในลักษณะ สร้างคุณค่าคู่คือสร้างประโยชน์ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศและผลตอบแทนทางธุรกิจไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา การรั่วไหลของก๊าซมีเทนทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
AI สามารถแก้ปัญหาการตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ความท้าทายถัดไปคือการทำให้รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ดำเนินการตามข้อมูลที่ดาวเทียมตรวจพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ UNEP และโครงการด้าน Earth Observation ของ WEF กำลังเร่งผลักดัน
เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์แล้ว และเหตุผลด้านเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซมีเทนอาจเป็นโอกาสในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดที่โลกยังสามารถดำเนินการได้ในขณะนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง