

KEY
POINTS
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งสำคัญ ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยดังกล่างส่งผลให้บทบาทของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ในปัจจุบันจึงต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ประกาศราคาค่าไฟฟ้าหรือผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ไปสู่การเป็นผู้วาง Blueprint และออกแบบ Ecosystem พลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องให้กับระบบพลังงานของประเทศในอนาคต
ดร.พูนพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. เปิดเผยว่า ความท้าทายใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย จากการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Data Center และ AI ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth) ของประเทศ โดยมีการประเมินว่าภายในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 5% ของการใช้พลังงานโลกทั้งหมด
ขณะที่ประเทศไทยเอง ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นั้นมีปริมาณมหาศาล หากทุกโครงการเดินเครื่องเต็มกำลังจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 55,000 เมกะวัตต์
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ กกพ. ต้องเร่งวางกฎกติกาใหม่ที่เรียกว่า 4+1 เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และไม่สร้างภาระให้กับประชาชนคนไทย ได้แก่
1.การคัดเลือกตามมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) โดย กกพ. จะไม่เปิดรับทุกโครงการแบบไม่มีเงื่อนไข แต่จะทำการจัดชั้นผู้ใช้ไฟฟ้า (Classify) เพื่อพิจารณาว่าธุรกิจนั้นสร้างคุณค่าให้กับประเทศได้มากน้อยเพียงใด โดยจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่ม Hyper Scaler ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกที่มีการลงทุนมหาศาล มีการจ้างงาน และสร้างรายได้ภาษีคืนสู่ประเทศอย่างชัดเจน มากกว่ากลุ่มที่เข้ามาเพียงเพื่อขุดคริปโตเคอร์เรนซีหรือเป็นเพียงพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) อย่างเดียวที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยกว่า
2.การบริหารจัดการสายส่ง (Grid Capacity Management) เนื่องจากขีดความสามารถของสายส่งไฟฟ้าในปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัด กกพ. จึงต้องมีมาตรการป้องกันการจองพื้นที่สายส่งทิ้งไว้เฉยๆ หรือการกั๊กใช้สายส่งโดยจะนำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ในรูปแบบของ การวางเงินมัดจำหรือพันธบัตร (Bond) เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาการันตีว่าผู้ที่ขอจองใช้ไฟฟ้าจะมีการใช้งานจริงตามแผนภายในระยะเวลา 5-7 ปี
หากผู้ขอใช้ไฟฟ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ใช้งานจริง กกพ. จะดำเนินการยึด Capacity นั้นกลับคืนมาทันที เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมในภาคการผลิตจริง (Real Sector) ที่มีความพร้อมมากกว่าได้เข้าถึงทรัพยากรพลังงานสะอาดแทน
3.ความสามารถในการดูแลระบบของตนเอง (Self-Care) โดยพิจารณาว่า Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการไฟฟ้าของคนทั้งจังหวัด เมื่อกลุ่มธุรกิจนี้มีการดึงไฟฟ้าเข้าหรือออกในปริมาณมหาศาล จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ ความถี่ และแรงดันไฟฟ้าในสายส่งอย่างรุนแรง กกพ. จึงกำหนดให้ผู้ใช้กลุ่มนี้ต้องมีการติดตั้งระบบสำรองไฟหรือแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพื่อลดแรงกระแทกต่อระบบส่วนรวม
นอกจากนี้ หากมีการใช้งานที่ผิดไปจากสัญญาจนทำให้ระบบส่วนกลางต้องเร่งเครื่องโรงไฟฟ้าขึ้นมาพยุงความมั่นคง ผู้ใช้กลุ่มนี้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มที่เรียกว่า Ancillary Service หรือค่าบริการเสริมความมั่นคง เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนทางเทคนิคเหล่านี้ตกไปอยู่ที่ประชาชนทั่วไป
4.การสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชน โดยโครงการจะต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่ตั้งโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างอุตสาหกรรมไฮเทคและประชาชนรอบพื้นที่ และส่วนที่สำคัญ “+1” ของแนวคิดนี้คือ โครงสร้างค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 (New Strategic Tariff) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันค่าไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือน ซึ่งกกพ. จะยึดหลักการ User Pay Principle หรือใครใช้คนนั้นจ่าย
เนื่องจากปกติการผลิตไฟฟ้าจะใช้เชื้อเพลิงตามลำดับราคาจากตํ่าไปสูง (Merit Order) เช่น พลังงานนํ้า ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่เมื่อมีดีมานด์จาก Data Center พุ่งสูงขึ้น เชื้อเพลิงจาก๊าซฯในประเทศมีไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงและผันผวนมาเป็นเชื้อเพลิง
ดังนั้น ค่าไฟประเภทที่ 9 จึงถูกกำหนดให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ต้องรับผิดชอบต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้ต้นทุนส่วนเกินนี้ไปเฉลี่ยรวมเป็นภาระในค่า Ft ของประชาชน หรือนำมาช่วยอุดหนุนค่าไฟฟ้าโดยรวมได้
นอกจากการคัดกรองผู้ใช้ไฟรายใหม่แล้ว กกพ. ยังกำลังเร่งดำเนินการนโยบายไฟฟ้าเสรีผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) ซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งในระยะแรกได้มีการกำหนดเป้าหมายนำร่องไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่ม Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว (Green Energy) 100% ตามข้อตกลงระดับโลก
กลไกนี้จะอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดสามารถขายไฟให้กับผู้ใช้ได้โดยตรงผ่านโครงข่ายสายส่งของการไฟฟ้า แต่ต้องมีการวางหลักประกันที่เข้มงวด หากผู้ผลิตในสัญญา Direct PPA ผลิตไฟไม่ได้ตามที่ตกลงจนทำให้ระบบส่วนกลางต้องเข้ามาช่วยพยุง จะมีการจัดเก็บค่าปรับเพื่อรักษาสมดุลของระบบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง