

KEY
POINTS
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนประเภท Non-Firm ทั้งรายเล็ก (SPP) และรายเล็กมาก (VSPP) ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติให้มีความชัดเจน และให้ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าลดลงมาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย
โดยมอบหมายให้ 3 การไฟฟ้าไปดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งทางคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) ประเมินว่าจะสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 13-17 สตางค์ต่อหน่วย
แต่ในมุมมองของภาคเอกชนและนักวิชาการกลับมองว่านี่คือการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมของประเทศ
รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียนคือรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน ที่ไทยควรให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้ภายในประเทศและไม่มีความผันผวนของราคาตามสถานการณ์ตลาดโลกเหมือนกับก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน การที่ประเทศไทยมีพันธสัญญา NDC 3.0 ที่ต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2035 ยิ่งทำให้ความต้องการพลังงานหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นสูงกว่าปัจจุบันถึง 5-10 เท่า
ดังนั้น การพิจารณาต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้วจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้คงอยู่ในระบบได้ต่อไป โดยราคาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากต้นทุนการผลิตหลังหมดสัญญา และการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งแหล่งพลังงานที่ผลิตในประเทศไทยโดยคนไทยไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม คือหัวใจหลักของการสร้างความมั่นคงที่ไม่สร้างภาระค่าไฟเกินควรในระยะยาว และรัฐไม่ควรทิ้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ออกไปจากระบบเพียงเพื่อเป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น
รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการกฎหมายพลังงาน ให้ความเห็นว่า แม้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Adder จะไม่ได้เปิดช่องให้รัฐแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้โดยตรง แต่เนื่องจากสัญญาเหล่านี้มีสถานะเป็น “สัญญาทางปกครอง” รัฐจึงมีอำนาจเหนือในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสัญญา เพื่อประโยชน์สาธารณะ และการจัดทำบริการสาธารณะที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม อำนาจนี้ไม่ใช่เช็คเปล่าที่รัฐจะใช้ได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะเอกชนทราบดีว่าเป็นสัญญาทางปกครองที่รัฐแก้ได้ แต่หากรัฐเลือกที่จะยกเลิกสัญญาโดยไม่คำนึงถึงดุลยภาพทางการเงินของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า รัฐย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาระการจ่ายสินไหมทดแทนความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ดังนั้น การมีหลักเกณฑ์การชดเชยที่ชัดเจนและเป็นธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด เพื่อให้การเจรจาระหว่างรัฐและเอกชนมีข้อยุติที่เป็นธรรมและไม่นำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อจนทำลายบรรยากาศการลงทุน
นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงในเชิงธุรกิจว่า อัตรา Adder 8 บาทที่สังคมอาจมองว่าสูงนั้น ในความเป็นจริงสะท้อนต้นทุนการก่อสร้าง ในยุคเริ่มต้นที่สูงกว่า 200 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ นอกจากนี้ การที่สัญญาต้องมีการต่ออายุอัตโนมัติก็ไม่ใช่ความต้องการของเอกชนฝ่ายเดียว แต่เป็นเงื่อนไขที่สถาบันการเงินบังคับ เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดเพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีระยะเวลาไม่ตํ่ากว่า 13 ปี ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการพลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย
นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มี Adder นั้นมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศเท่านั้น การมุ่งเป้ายกเลิกสัญญาจึงอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เพราะเชื่อในความน่าเชื่อถือของนโยบายรัฐ ที่ไม่เคยมีการดำเนินนโยบายแบบมีผลย้อนหลังหรือการ “ฆ่าสัญญา” มาก่อน
นายนที สิทธิประศาสน์ คณะกรรมการสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) และตัวแทนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล สะท้อนให้เห็นว่า พลังงาน หมุนเวียนไม่ใช่ผู้ร้ายหรือค่าไฟทิพย์ เพราะ Adder จะถูกจ่ายก็ต่อเมื่อมีการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจริงเท่านั้น ซึ่งทางออกที่สร้างสรรค์กว่าการยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว ควรจะเจรจาปรับลดราคารับซื้อลง แต่เพิ่มปริมาณการรับซื้อ เพื่อให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง หรือการเปิดระบบ Third Party Access (TPA) เพื่อให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ สามารถขายไฟฟ้าสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสีเขียว เพื่อการแข่งขันในระดับโลกได้โดยตรง
โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีความโดดเด่นในการสร้างรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก และชุมชนมากกว่าพลังงานประเภทอื่น แม้จะมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงกว่า การพิจารณาเรื่องความคุ้มค่า จึงควรครอบคลุมถึงมิติทางสังคมและการกระจายรายได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่มองที่ราคาถูกหรือแพงเพียงอย่างเดียว
นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) ได้ตอกยํ้าถึงภาระหนี้สินที่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงแบกรับอยู่ เนื่องจากโครงการยังไม่ถึงจุดคืนทุน การใช้อำนาจรัฐบังคับยกเลิกสัญญาจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก รัฐควรบริหารจัดการโดยแยกส่วนต้นทุนค่าไฟให้ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เอกชนได้รับตามบิลค่าไฟนั้น ไม่ใช่รายรับสุทธิแต่คือต้นทุนที่ได้ลงไปแล้วและยังไม่ได้รับคืน รัฐจึงควรหาจุดสมดุลในการลดค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อมั่นของเอกชน เพราะความเจริญเติบโตของภาคเอกชนคือรากฐานสำคัญของงบประมาณและเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น การจะยกเลิก Adder จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าค่าไฟจะลดลงกี่สตางค์ แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาความน่าเชื่อถือในเวทีการลงทุนโลก และจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรมตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ หากปราศจากความร่วมมือและการเจรจาที่ยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง