thansettakij
thansettakij
43% Data Center ทั่วโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จีนแตะ 60%

43% Data Center ทั่วโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จีนแตะ 60%

20 ก.ค. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 04:43 น.

การขยายตัวของ AI กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ หลัง S&P Global พบว่า 43% ของ Data Center ทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยจีนมีสัดส่วนสูงสุด 60%

KEY

POINTS

  • รายงาน S&P Global ระบุว่า 43% ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของ AI ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในการระบายความร้อน
  • ประเทศจีนมีสัดส่วนศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำสูงที่สุดถึง 60% ขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนอยู่ที่ 38%
  • ความต้องการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าการใช้น้ำในสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปี 2571 ตามการขยายตัวของการลงทุนด้าน AI

การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความท้าทายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมากขึ้น หลังจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ต้องใช้น้ำปริมาณมากในการระบายความร้อนของระบบประมวลผล

รายงานของ S&P Global Sustainable ระบุว่า ปัจจุบัน 43% ของ Data Center ทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ (High Water Stress) ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในการใช้น้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่า จีนมีสัดส่วน Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำสูงถึง 60% ขณะที่ สหรัฐฯ อยู่ที่ 38% สะท้อนว่าศูนย์ข้อมูลจำนวนมากของทั้งสองประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำอยู่แล้ว

รายงานยังระบุว่า ความต้องการใช้น้ำของ Data Center มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ AI โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cooling) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับชิปประมวลผลสมรรถนะสูง ซึ่งสร้างภาระต่อแหล่งน้ำในหลายพื้นที่

การใช้น้ำของ Data Center เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

สำหรับสหรัฐฯ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียประเมินว่า การใช้น้ำของ Data Center อาจเพิ่มจาก 70 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2566 เป็น 150 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2571 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า หากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานยังขยายตัวต่อเนื่อง

S&P Global มองว่า ประเด็นดังกล่าวกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรม Data Center เนื่องจากผู้ประกอบการต้องรับมือทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควบคู่กันไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำอยู่แล้ว