

KEY
POINTS
ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลก ความผันผวนของค่าไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างหันมาให้ความสนใจเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงปี 2568 ถึงปัจจุบัน มีผู้แจ้งความประสงค์ยื่นขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป และอยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต มีจำนวน 215 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 628.5 เมกะวัตต์
สะท้อนให้เห็นถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ได้เพียงแค่มองว่าโซลาร์รูฟท็อปเป็นเพียงทางเลือกเสริม แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Self-Consumption) โดยเฉพาะในรูปแบบการลงทุนผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ในการรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง
ที่เห็นชัดกลุ่มโมเดิร์นเทรด ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ กำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน อาทิ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาที่เร่งขยายการติดตั้งในสาขาสำคัญทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคอย่างสาขาบางนา ที่มีกำลังผลิต 2.17 เมกะวัตต์ สาขาขอนแก่น 1.24 เมกะวัตต์ สาขาโคราช 1.92 เมกะวัตต์ สาขานครสวรรค์ 1.54 เมกะวัตต์ และพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ขนาด 1.70 เมกะวัตต์
เช่นเดียวกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือโลตัส ที่เดินหน้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผ่านการบริหารจัดการของบริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด ในสาขาอ่างทอง ลำลูกกาคลอง 2 รังสิต หลักสี่ รัตนาธิเบศร์ และรามอินทรา โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 1.2-1.7 เมกะวัตต์ต่อสาขา
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อย่างไทวัสดุที่กระจายการติดตั้งไปในสาขาสระบุรี รังสิตคลองสี่ นครอินทร์ เมืองเอก ฉะเชิงเทรา บางใหญ่ มหาชัย และศาลายา รวมถึงห้างสรรพสินค้าโรบินสันในจังหวัดฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ที่มีโครงการขนาดเกือบ 2 เมกะวัตต์ต่อสาขา โฮมโปร มีการติดตั้งที่ศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย ขนาด 1.99 เมกะวัตต์ และสาขาอื่นๆ เช่น ศรีราชา ขนาด 1.41 เมกะวัตต์ เป็นต้น
ในขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และคลังสินค้า ซึ่งมีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ ก็ได้เปลี่ยนหลังคาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่าย เช่น ศูนย์กระจายสินค้าโฮมโปร วังน้อย ที่ติดตั้งถึง 1.99 เมกะวัตต์ และบริษัทโลจิสติกส์ข้ามชาติอย่างคาทูน นาที ที่ติดตั้งในพื้นที่บริการรวมกว่า 4 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการส่วนขยายของ ทีทีเค โลจิสติคส์ ที่ร่วมกับโตโยต้า เพื่อบริหารจัดการพลังงานในห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ อย่างกลุ่มบริษัทข้ามชาติในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบาย RE100 ของบริษัทแม่ในต่างประเทศ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลและรับมือกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการขนาดใหญ่จากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เช่น ฟอร์ด มอเตอร์ ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคารลานจอดรถขนาด 10.15 เมกะวัตต์ นิสสัน มอเตอร์ ที่ขยายกำลังผลิตรวม 9.44 เมกะวัตต์ อีซูซุมอเตอร์ที่ติดตั้งครอบคลุมหลายโรงงานรวมกว่า 12 เมกะวัตต์ และแบรนด์ใหม่อย่างฉางอาน ออโต้ ที่ติดตั้งขนาดใหญ่ถึง 12.14 เมกะวัตต์ และ ไทยบริดจสโตน มีโครงการขนาดใหญ่ ขนาด 14.93 เมกะวัตต์ ที่สาขาสระบุรี
เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์อย่างบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ขนาด 2.07 เมกะวัตต์ บริษัท โซนี่ เทคโนโลยี ขนาด 6.06 เมกะวัตต์ ซีเกท เทคโนโลยี ขนาด 1.95 เมกะวัตต์ บริษัท ไฮเออร์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าติดตั้งรวมกว่า 8.35 เมกะวัตต์ และบริษัท แคล-คอมพ์ ที่มีการติดตั้งหลายเฟส ขนาด 3.61 เมกะวัตต์ และ 1.31 เมกะวัตต์
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ก็พบการติดตั้งที่เข้มข้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานสูง เช่น สิงห์ เบเวอเรช ที่ติดตั้งขนาด 8.51 เมกะวัตต์ ขอนแก่นบริวเวอรี่ 4.21 เมกะวัตต์ คาราบาว ตะวันแดง ติดตั้งขนาด 3 เมกะวัตต์ บริษัท เนสท์เล่ ขนาด 4 เมกะวัตต์ และบริษัทในเครือซีพีเอฟที่กระจายการติดตั้งในโรงงานแปรรูปทั่วประเทศ ที่แต่ละโครงการมีขนาด 1.25 เมกะวัตต์ เบทาโกร ขนาด 1.96 เมกะวัตต์
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ขององค์กรขนาดใหญ่
สำหรับเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ การดำเนินงานจะอยู่ภายใต้รูปแบบให้บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) หรือบริษัทลูกที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานเป็นผู้ลงทุน ติดตั้ง และขายไฟฟ้าให้ในราคาที่ตํ่ากว่าค่าไฟฟ้าหลัก (Private PPA) ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่เอง โดยมีผู้เล่นหลักในตลาดอย่างบริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด ที่ดูแลโครงการให้กับบริษัทชั้นนำมากมาย อาทิ ฉางอาน ออโต้ ฮาร์เบอร์ มอลล์ แหลมฉบัง ศูนย์การค้าแหลมทอง ไฮเออร์ และโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอีกจำนวนมาก
รวมไปถึงบริษัท กัลฟ์1 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด และบริษัท กรีนเยลโล่ โซล่าร์ ที่เข้ามามีบทบาทในกลุ่มโรงงานและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มการติดตั้งในกลุ่มสาธารณูปโภคและสถาบันการศึกษา เช่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ขยายกำลังผลิตรวมถึง 17 เมกะวัตต์ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 9.72 เมกะวัตต์ และโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลสุรินทร์ ขนาด 1.47 เมกะวัตต์
อีกทั้งโครงการส่วนใหญ่เริ่มมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ร่วมด้วย เช่น ในกรณีของโครงการสายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล และอีซูซุ ยิ่งตอกยํ้าว่าโซลาร์รูฟท็อปไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของภาคธุรกิจไทยที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ความมั่นคงทางพลังงาน และการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าอย่างเต็มตัวตามทิศทางของบริษัทข้ามชาติและมาตรฐานโลกในปัจจุบัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง