

KEY
POINTS
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กล่าวบนเวทีงานสัมมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ซึ่งจัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ภายใต้หัวข้อ “เพราะทุกคำสั่งซื้อคือพลังขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ว่า Grab เดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มขนส่งและเดลิเวอรีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “The Journey to Low Carbon Society: Driving Impact with Every Order and Ride” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นางสาวจันต์สุดา กล่าวว่า ความแตกต่างของ Grab คือไม่ได้เป็นเจ้าของยานพาหนะหรือร้านค้าบนแพลตฟอร์ม แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้บริการ คนขับ และผู้ประกอบการ ทำให้ทุกการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยแนวคิด Triple Bottom Line ประกอบด้วย Performance หรือการเติบโตของธุรกิจ People หรือการสร้างรายได้และโอกาสให้กับคนขับและร้านค้า และ Planet หรือการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์ม โดยปัจจุบัน Grab มีรถ EV ให้บริการในประเทศไทยมากกว่า 30,000 คัน และได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้านยานยนต์ การเช่ารถ และสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อเพิ่มการเข้าถึง EV ให้กับคนขับ
โมเดลสนับสนุนครอบคลุมทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแท็กซี่ไฟฟ้า ผ่านโครงการ Grab EV ที่ช่วยลดภาระต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเช่าระยะยาว การผ่อนชำระรายวัน การบำรุงรักษา รวมถึงประกันภัย
Grab มองว่าอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ใช่การขาดความต้องการใช้งาน แต่เป็นข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทจึงพัฒนาโมเดล “Drive to Own EV” เพื่อช่วยลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น เปิดทางให้คนขับสามารถผ่อนชำระรายวันและเป็นเจ้าของรถได้ในระยะยาว พร้อมได้รับความคุ้มครองด้านประกันภัยที่รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์
สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Grab มองว่ายังมีศักยภาพเติบโตสูง เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่าค่าน้ำมันราว 70% อย่างไรก็ตาม การขยายตัวในวงกว้างยังต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสถานีชาร์จและระบบสลับแบตเตอรี่ให้มีมาตรฐานรองรับมากขึ้น
ขณะเดียวกัน Grab ยังร่วมมือกับผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าในการพัฒนา “Grab EV Charging Station” โดยเปิดสถานีนำร่องแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และเมืองพัทยา พร้อมตั้งเป้าขยายเป็น 40 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570
นอกจากการเพิ่มจำนวนรถ EV แล้ว Grab ยังพัฒนาฟีเจอร์ “EV Rides” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้โดยสารจับคู่กับรถยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง และผลักดันให้การเดินทางด้วย EV กลายเป็นตัวเลือกแรกของผู้ใช้บริการ
ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 171,000 ราย เปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว สะท้อนถึงแนวโน้มการตอบรับด้านการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Grab ยังนำเทคโนโลยี AI และระบบจัดการคำสั่งซื้ออัจฉริยะมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยเฉพาะการรวมคำสั่งซื้อ (Batching) และการจัดสรรงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งของคนขับ
บริษัทระบุว่าระบบดังกล่าวช่วยลดระยะทางการเดินทางเฉลี่ยได้ 15.8% ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงานช่วยลดระยะทางไปรับสินค้าได้ถึง 50% ส่งผลให้ลดการใช้พลังงาน ลดเวลารอคอย และลดการปล่อยคาร์บอนไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Group Ride, Group Order และ Saver Deliveries ที่ช่วยรวมการเดินทางและการจัดส่งหลายรายการเข้าด้วยกัน เพื่อลดจำนวนเที่ยววิ่งและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ Green Programme ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการสมทบเงิน 1-2 บาทต่อการเดินทางหรือการสั่งอาหาร
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม 17 โครงการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมการปลูกป่า การดูดซับคาร์บอน และการฟื้นฟูระบบนิเวศ
สำหรับประเทศไทย Grab ระบุว่าสามารถสนับสนุนการปลูกต้นไม้แล้วมากกว่า 400,000 ต้น นับตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่ในระดับภูมิภาคมีการปลูกต้นไม้รวมกว่า 1.4 ล้านต้น และช่วยลดหรือกำจัดการปล่อยคาร์บอนได้ 772,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง
ด้านการจัดการขยะ Grab เดินหน้ารณรงค์ลดการใช้พลาสติกผ่านฟีเจอร์ “ไม่รับช้อนส้อมพลาสติก” โดยปัจจุบันกว่า 90% ของคำสั่งซื้อในประเทศไทยเลือกไม่รับช้อนส้อมพลาสติก
ผลจากมาตรการดังกล่าวช่วยลดการใช้ชุดช้อนส้อมพลาสติกได้มากกว่า 5,000 ล้านชุดทั่วภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2564 สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ของผู้บริโภคสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างได้
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนให้กับร้านอาหารบนแพลตฟอร์มจากการจัดเตรียมอุปกรณ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างผลลัพธ์แบบ Win-Win-Win ที่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และสิ่งแวดล้อมได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นางสาวจันต์สุดา กล่าวว่า การขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งผู้บริโภค คนขับ ร้านค้า และภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Grab เลือกใช้แนวทาง “Win-Win-Win” ในการผลักดัน Green Mobility และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเชื่อว่าทุกการเดินทางและทุกคำสั่งซื้อสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง