

KEY
POINTS
รายงาน The Shifting Dynamics of Critical Minerals Trade ระบุว่า การเร่งสะสมแร่ธาตุสำคัญและการใช้นโยบายการค้าที่เน้นความมั่นคง ส่งผลให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสูงขึ้น โดยรัฐบาลในปัจจุบันกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ Critical Energy Transition Minerals (CETMs) ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างไกลกว่าความคุ้มค่าด้านต้นทุน
เปลี่ยนลำดับความสำคัญจากต้นทุนสู่ความมั่นคง
รายงานระบุว่า พลวัตของตลาดแร่ธาตุสำคัญกำลังถูกปรับเปลี่ยน โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงของอุปทาน ความยืดหยุ่น และการจัดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก ซึ่งมักขัดกับหลักประสิทธิภาพด้านต้นทุนแบบเดิม
การเปลี่ยนลำดับความสำคัญดังกล่าวทำให้นโยบายการค้าแร่ธาตุสำคัญไม่ได้ยึดเฉพาะความคุ้มค่าด้านต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นตามที่รายงานระบุ
ทุ่มงบสะสมสำรองและอุดหนุนโครงการแร่สำคัญ
การแข่งขันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอุปทานนำไปสู่การใช้งบประมาณจำนวนมาก และเพิ่มภาระต้นทุนในระบบ สหรัฐอเมริกาเปิดตัวโครงการ Project Vault ในปี 2026 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสะสมสำรองแร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มูลค่าสูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
Project Vault เป็นโครงการสะสมสำรองแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ CETMs โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมของสหรัฐอเมริกาในการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานแร่ธาตุสำคัญ นอกจากการสะสมสำรองแล้ว ยังประกอบด้วยมาตรการอื่น ๆ เช่น การเข้าถือหุ้น การให้เงินกู้ และการให้มาตรการจูงใจแก่อุตสาหกรรมการทำเหมืองและการถลุงแร่ภายในประเทศ
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการนี้คือการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าที่ไม่ได้เน้นเพียงความคุ้มค่าด้านต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการดำเนินโครงการนี้ สหรัฐฯ ยังขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญในระดับสากล เช่น การลงนามกรอบความร่วมมือทวิภาคี 11 ฉบับในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับสหภาพยุโรปในเดือนเมษายน 2026 เพื่อกระชับความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านแร่ธาตุสำคัญ
รายงานไม่ได้ระบุรายชื่อแร่ธาตุแยกเป็นรายชนิดไว้ภายใต้หัวข้อ Project Vault โดยเฉพาะ แต่ระบุว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการสะสมสำรองแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ CETMs ซึ่งรายงานได้นิยามและระบุรายชื่อแร่ธาตุในกลุ่มนี้ ได้แก่ ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล ทองแดง และธาตุหายาก
รายงานยังกล่าวถึงกราไฟต์ว่าเป็นแร่ธาตุที่จะมีการเติบโตของอุปสงค์อย่างมากในช่วงปี 2024-2040 ร่วมกับลิเธียม และมีการแสดงข้อมูลของแม่เหล็กถาวร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ใช้ธาตุหายากเป็นส่วนประกอบสำคัญ
โดยสรุป Project Vault เป็นโครงการมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่เน้นการสะสมสำรองแร่ธาตุในกลุ่ม CETMs เพื่อสร้างความมั่นคงของอุปทานและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
แผนการสะสมและสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญของญี่ปุ่นอยู่ภายใต้กฎหมายส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจปี 2022 หรือ 2022 Economic Security Promotion Act
หน่วยงานปฏิบัติการหลักคือ องค์กรความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งญี่ปุ่น หรือ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายสนับสนุนการสะสมสำรองแร่ธาตุสำคัญโดยตรง
JOGMEC บริหารจัดการโครงการให้เงินอุดหนุนเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายสูงถึง 50% ของต้นทุนโครงการแร่ธาตุสำคัญที่เข้าข่าย ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการถลุงแร่
ญี่ปุ่นยังพยายามลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายเดิม โดยทำข้อตกลงความเป็นพันธมิตรกับประเทศใหม่ ๆ เช่น แองโกลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และนามิเบีย เพื่อสร้างแหล่งอุปทานที่หลากหลาย
รายงานระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างแม่เหล็กถาวรจากธาตุหายาก โดยมีส่วนแบ่งการนำเข้าทั่วโลก 12.7% ในปี 2024 แผนการเหล่านี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศ
ใช้กลไกราคาและกำแพงภาษีแทรกแซงตลาด
แทนที่จะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลก รายงานระบุว่า มีความพยายามที่จะควบคุมราคาเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในกลุ่มพันธมิตร สหรัฐฯ เสนอให้มีการสร้างเขตการค้าพิเศษสำหรับแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งจะมีการใช้ภาษีศุลกากรเพื่อกำหนดราคาขั้นต่ำ หรือ Tariff-enforced price floors
ข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับในปัจจุบันมีการบรรจุกลไกการประสานงานด้านราคา หรือ Coordinated pricing mechanisms และการทำข้อตกลงการรับซื้อ หรือ Offtake agreements ซึ่งแสดงถึงบทบาทเชิงรุกของรัฐบาลในการเข้ามาชี้นำตลาดแทนที่กลไกราคาแบบเสรี
กฎระเบียบซับซ้อน ดันต้นทุนธุรกรรมสูงขึ้น
การแพร่หลายของข้อตกลงทวิภาคีและพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์แตกต่างกัน สร้างภาระทางเศรษฐกิจให้กับภาคธุรกิจ การมีกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันในแต่ละข้อตกลง นำไปสู่สภาวะ “Spaghetti bowl” ของข้อกำหนดที่ทับซ้อนและบางครั้งขัดแย้งกันเอง
สภาวะนี้ส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนการทำธุรกรรมของบริษัทต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบมีความซับซ้อน และสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน
ตลาดแตกแยกจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ตลาดโลกไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การกดดันให้ประเทศผู้ส่งออกต้องเลือกเข้าพวกกับพันธมิตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้การค้าแร่ธาตุสำคัญของโลกแตกแยกออกเป็นกลุ่มการเมืองที่แข่งขันกัน ความแตกแยกนี้จะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นและประสิทธิภาพลดลงสำหรับผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง