thansettakij
thansettakij
ตลาดโกโก้เปลี่ยนเกม ไทยชูสุขภาพ-ยั่งยืนสร้างมูลค่าเพิ่ม

ตลาดโกโก้เปลี่ยนเกม ไทยชูสุขภาพ-ยั่งยืนสร้างมูลค่าเพิ่ม

20 มิ.ย. 69 | 01:21 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 69 | 01:41 น.

ตลาดโกโก้โลกเปลี่ยนทิศจากแข่งขันด้านราคา สู่การสร้างมูลค่าจากคุณภาพ สุขภาพ และความยั่งยืน ไทยเร่งต่อยอดสินค้าแปรรูปและเจาะตลาดพรีเมียม หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

KEY

POINTS

  • ตลาดโกโก้โลกกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และคุณค่าทางสุขภาพ
  • ไทยซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง ต้องปรับกลยุทธ์จากการส่งออกเมล็ดโกโก้ดิบ ไปสู่การพัฒนาสินค้าแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • การชูจุดเด่นด้านสุขภาพ (สารฟลาโวนอยด์) ความยั่งยืน (การตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐาน EU) และการสร้างเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์ เป็นโอกาสสำคัญของโกโก้ไทยในตลาดโลก

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า อุตสาหกรรมโกโก้โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยปริมาณการผลิตและราคา สู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ความยั่งยืน และคุณค่าทางสุขภาพ ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ จำเป็นต้องเร่งยกระดับจากผู้ส่งออกวัตถุดิบไปสู่การพัฒนาสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดโกโก้และช็อกโกแลตโลกปี 2568 มีมูลค่า 55,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะขยายตัวแตะ 86,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือเติบโตเฉลี่ย 4.98% ต่อปี โดยยุโรปยังครองสัดส่วนตลาดมากที่สุดกว่า 43%

ด้านข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การผลิตโกโก้โลกยังคงกระจุกตัวในประเทศแถบแอฟริกาและเอเชีย โดยโกตดิวัวร์เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

สำหรับประเทศไทย แม้ยังมีสัดส่วนการผลิตไม่มากในตลาดโลก แต่ผลผลิตโกโก้ปี 2568 เพิ่มขึ้น 39.7% อยู่ที่ 3,194 ตัน จากการขยายพื้นที่เพาะปลูกในหลายจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง

ความต้องการโกโก้ในตลาดโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความต้องการโกโก้ในตลาดโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2567 การส่งออกเมล็ดโกโก้ของโลกมีมูลค่า 19,013 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 96.3% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ไทยมีมูลค่าส่งออกเมล็ดโกโก้เพียง 2.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในอันดับ 44 ของโลก แต่หากพิจารณาในกลุ่มโกโก้และผลิตภัณฑ์แปรรูป ไทยกลับมีศักยภาพมากกว่า โดยปี 2568 ส่งออกสินค้าโกโก้และผลิตภัณฑ์จากโกโก้มูลค่า 131.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 4,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.4% จากปีก่อน ส่วนช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ส่งออกแล้ว 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตลาดส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เมียนมา และ สปป.ลาว ขณะที่ตลาดเกิดใหม่อย่างนอร์เวย์ มอริเชียส สวีเดน ฟินแลนด์ และสเปน มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในระดับหลายร้อยถึงกว่าพันเปอร์เซ็นต์

ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ

ปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมโกโก้โลก คือ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศผู้ผลิตหลัก รวมถึงมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้าโกโก้ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมโกโก้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าความผันผวนระยะสั้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาสร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการพึ่งพาการจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ แหล่งที่มา คุณค่าทางโภชนาการ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดช็อกโกแลตพรีเมียม ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพ ช็อกโกแลตจากพืช (Plant-based) และช็อกโกแลตปราศจากน้ำตาล เติบโตเร็วกว่าตลาดช็อกโกแลตทั่วไป

นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) กล่าวว่า อุตสาหกรรมโกโก้ไทยเริ่มปรับตัวสู่การผลิตคราฟต์ช็อกโกแลต (Craft Chocolate) ที่เน้นคุณภาพ อัตลักษณ์ และการตรวจสอบย้อนกลับ แม้จะเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาดอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก

ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูง การแข่งขันในตลาดเมล็ดโกโก้ดิบจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับไทย โดยควรมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปก่อนส่งออก เช่นเดียวกับแนวทางของอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากกว่า

สำหรับโอกาสในอนาคตของโกโก้ไทย คือ การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ชูคุณสมบัติของสารฟลาโวนอยด์ในโกโก้ สินค้า Plant-based ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างด้านรสชาติผ่านเอกลักษณ์อาหารไทย

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อรองรับข้อกำหนด EUDR ซึ่งปัจจุบันสมาคมฯ ได้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มบันทึกข้อมูลการเพาะปลูกและกระบวนการผลิตที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกได้

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แม้ไทยจะยังไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโกโก้โลก แต่ยังมีโอกาสสร้างความได้เปรียบผ่านการพัฒนาสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง การยกระดับคุณภาพวัตถุดิบ การสร้างเอกลักษณ์ด้านรสชาติ การสื่อสารเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานโกโก้ไทยและต่อยอดสู่ตลาดโลกในระยะยาว