thansettakij
thansettakij
‘มินีแบ’ เดินหน้าพลังงานสะอาด ทุ่ม 1,260 ล้าน ป้อนไฟโซลาร์ฟาร์มพ่วงแบตเตอรี่ ดัน RE100

‘มินีแบ’ เดินหน้าพลังงานสะอาด ทุ่ม 1,260 ล้าน ป้อนไฟโซลาร์ฟาร์มพ่วงแบตเตอรี่ ดัน RE100

09 มิ.ย. 69 | 04:15 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มิ.ย. 69 | 04:16 น.

มินีแบมิตซูมิ ทุ่ม 1,260 ล้านบาท ผุดโซลาร์ฟาร์ม 48 เมกะวัตต์พ่วงระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ที่ลพบุรี ป้อนไฟสีเขียวสู่โรงงาน เดินหน้าเป้าหมาย RE100 พร้อมลดคาร์บอนรับกติกาโลกใหม่

KEY

POINTS

  • มินีแบร่วมทุนกับ SUPER ทุ่มงบ 1,260 ล้านบาท สร้างโซลาร์ฟาร์มพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่จังหวัดลพบุรี
  • โครงการมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 48 เมกะวัตต์ และแบตเตอรี่ขนาด 60 เมกะวัตต์ชั่วโมง เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนโรงงานของตนเองโดยเฉพาะ
  • มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ของบริษัท

ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการทางการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนหรือ CBAM กลุ่มบริษัท Minebea Mitsumi Inc. ในฐานะผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรความแม่นยำสูง ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสีเขียว โดยตั้งเป้าหมายการก้าวไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % หรือ RE100 ในกระบวนการผลิตทั่วโลกภายในปี 2593 ที่สอดรับกับแผนงานระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับ Scope 1 และ Scope 2 ให้ได้อย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ในการขับเคลื่อนที่สำคัญ กลุ่มบริษัท MinebeaMitsumi Inc. ได้ร่วมมือบริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER ผ่านบริษัทร่วมทุนที่ชื่อว่า บริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด (MSSP) ซึ่งมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 1,087 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง NMB-Minebea Thai อยู่ที่ 60% และ SUPER 40% เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ในจังหวัดลพบุรี

ทุ่ม 1,260 ล้าน ผุดโซลาร์ฟาร์ม-แบตเตอรี่ลพบุรี

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า บริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด (MSSP) ได้ยื่นรายงานสรุปผลการจัดรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 48 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 60 เมกะวัตต์ชั่วโมง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มายัง กกพ.เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าแล้ว ซึ่งปัจจุบันกกพ.อยู่ระหว่างเปิดรับความเห็นและท้วงติงต่อรายงานสรุปผลฯ จะสิ้นสุดในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นี้

‘มินีแบ’ เดินหน้าพลังงานสะอาด ทุ่ม 1,260 ล้าน ป้อนไฟโซลาร์ฟาร์มพ่วงแบตเตอรี่ ดัน RE100

เร่งใช้พลังงานหมุนเวียน หนุนเป้าหมาย RE100 ปี 2593

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสะอาดส่งจำหน่ายให้กับบริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ใช้เงินลงทุนราว 1,260 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาก่อสร้าง 12 เดือน

สำหรับโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี บนพื้นที่โครงการรวมประมาณ 251.65 ไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่ 402,646 ตารางเมตร โครงการนี้มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 48.688 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพื้นที่ติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดินจำนวน 148.77 ไร่ และพื้นที่ติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยนํ้าอีก 14.80 ไร่ รวมถึงจะติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) จำนวน 12 เครื่อง ขนาดความจุรวม 60.18 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) เพื่อบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าให้มีความเสถียรและสอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในโรงงาน

“ข้อมูลจากการศึกษาของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงมาก โดยมีค่าความเข้มแสงเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 18.3466 เมกะจูลต่อตารางเมตร-วัน ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์”

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่า บริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด (MSSP) ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 104 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 129 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่อำเภอบางปะอิน  เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับโรงงานของบริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันโครงการยังไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น

ต่อยอดคาร์บอนเครดิต JCM ลดปล่อยก๊าซกว่า 6.5 หมื่นตันต่อปี

ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. รายงานว่า การผลักดันโครงการดังกล่าว ทางบริษัท มินีแบมิตซูมิ อินคอร์ปอเรชั่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทยจำกัด และบริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ได้แจ้งความประสงค์ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 48 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 60 เมกะวัตต์ชั่วโมง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 104 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 129 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา มายังอบก. เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง หรือ Premium T-VER ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 โครงการยังไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนที่ต้องใช้นำมาประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียน ก่อนที่จะตรวจสอบในการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ ทั้ง 2 โครงการได้รับเลือกเป็นโครงการต้นแบบภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น (Joint Crediting Mechanism หรือ JCM) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนบางส่วนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น (MOE Japan) โดยคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะถูกแบ่งโอนถ่ายให้กับฝ่ายญี่ปุ่นในฐานะผู้สนับสนุนเทคโนโลยีและงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปใช้เป็นตัวเลขชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC ของประเทศญี่ปุ่น

ส่วนคาร์บอนเครดิตที่เหลือจะยังคงอยู่กับทางโครงการในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นรายได้จาก “Premium T-VER” ในระยะยาว โดยคาดว่าทั้ง 2 โครงการ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 65,125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นในส่วนของพื้นที่ลพบุรี คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 21,545 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และที่พระนครศรีอยุธยาประมาณ 43,580 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงานให้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้สูงถึง 38% ซึ่งระบบ BESS จะทำหน้าที่เสมือนหัวใจสำคัญในการเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีแสงแดดจัด เพื่อนำมาจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสง ช่วยลดค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) และเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าป้องกันปัญหาไฟตกไฟกระชากในสายการผลิตที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง