

KEY
POINTS
Net Zero หรือ "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการทำธุรกิจทั่วโลก จากเดิมที่ถูกมองเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ESG สู่การเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการส่งออก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และโอกาสทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรับมือกับกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ความต้องการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจากลูกค้าต่างประเทศ และความคาดหวังของนักลงทุนและสถาบันการเงินที่เริ่มใช้ข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศประกอบการตัดสินใจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้า รวมถึงการขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนลดคาร์บอนที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง ไทยได้ประกาศเป้าหมายใน เอกสาร NDC 3.0 ของไทยที่ยื่นต่อ UNFCCC มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับกติกาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก
แต่ Net Zero คืออะไร แตกต่างจาก Carbon Neutral อย่างไร และเหตุใดเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ประกอบการไทยอีกต่อไป
ข้อมูลจากรายงาน Direct Carbon Pricing Covers Nearly One Third of Global Emissions ของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า มาตรการกำหนดราคาคาร์บอนทั่วโลกครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 29% ของโลก และมีราคาเฉลี่ยประมาณ 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยหลายประเทศยังเดินหน้าขยายมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน
หนึ่งในมาตรการที่ภาคธุรกิจไทยต้องจับตาคือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้า ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า
หมายความว่า ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดยุโรปจะต้องสามารถแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ต้นทุนคาร์บอนอาจกลายเป็นอุปสรรคใหม่ในการแข่งขัน
แรงกดดันไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ยังส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างผลิต และผู้ประกอบการ SME ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศเริ่มขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนลดคาร์บอนจากซัพพลายเออร์มากขึ้น
แม้กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่รายงานชี้ว่า ธุรกิจจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบจาก Net Zero ผ่านห่วงโซ่อุปทานเร็วกว่าการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ ภายใต้กรอบ GHG Protocol บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 Scope 2 และ Scope 3 มากขึ้น ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานถูกขอข้อมูลด้านคาร์บอนตามไปด้วย
รายงานของ CDP องค์กรไม่แสวงกำไรระดับโลกด้านการเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม ระบุว่า มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 270 แห่งทั่วโลก ขอให้ซัพพลายเออร์ประมาณ 45,000 ราย เปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการ Supply Chain Program แนวโน้มดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องเตรียมข้อมูลคาร์บอนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
นักลงทุนและธนาคารเริ่มดูข้อมูลคาร์บอนควบคู่ผลประกอบการ
อ้างอิงข้อมูลจาก IFRS Foundation ระบุว่า มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน IFRS S1 และ IFRS S2 มีผลใช้ตั้งแต่รอบปีบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทจดทะเบียน ผู้ส่งออก และซัพพลายเออร์ของบรรษัทข้ามชาติ ถูกคาดหวังให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 Scope 2 และ Scope 3 รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน
ขณะที่รายงานยังอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งผลักดัน Sustainable Finance Initiatives for Thailand และ Thailand Taxonomy เพื่อให้สถาบันการเงินนำประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประกอบการพิจารณาทางการเงินมากขึ้น
ดังนั้น ในอนาคตธุรกิจอาจไม่ได้ถูกประเมินจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการเปลี่ยนผ่าน และความพร้อมในการปรับตัวต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วย
Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบการดำเนินธุรกิจโดยตรง
รายงานระบุว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลต่อธุรกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งต้นทุนพลังงาน ต้นทุนคาร์บอน การเข้าถึงตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความเสี่ยงจากสินทรัพย์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจไม่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
รายงานยังชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล และความต้องการของคู่ค้า นักลงทุน และผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านจึงกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง