

KEY
POINTS
ในโลกยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจและการระบาดใหญ่ พฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีสภาวะการแข่งขันสูงและสังคมผู้สูงอายุอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” สิ่งที่น่าสนใจคือหนึ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและนันทนาการทางน้ำแบบดั้งเดิมอย่าง “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสาธารณะ” (Public Aquarium) เกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ
จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวในวันหยุด อควาเรียมในญี่ปุ่นยุคปี 2026 ได้ยกระดับสู่การเป็น “พื้นที่บำบัดจิตใจของคนเมือง” (Wellness & Healing Space) และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจด้วยการนำกรอบความยั่งยืน ESG (Environmental, Social, and Governance) มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานกับเครือเซ็นทารา (Centara) ในประเทศญี่ปุ่น และในช่วงเวลาว่างจากการดูงานโรงแรม จึงตั้งใจเดินทางไปยัง 'พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง' (Osaka Aquarium Kaiyukan) ด้วยตัวเอง สิ่งที่พบไม่ใช่แค่ความตื่นตาตื่นใจของ ฉลามวาฬ แต่คือโมเดลธุรกิจความยั่งยืนยุค 2026 ที่น่าสนใจ
หากมองเพียงผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าอุตสาหกรรมอควาเรียมในญี่ปุ่นน่าจะหดตัวลงตามจำนวนประชากรเด็กที่ลดน้อยลงทุกปี แต่ตัวเลขทางสถิติล่าสุดกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม ปัจจุบันญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์ประเทศที่มีความหนาแน่นของอควาเรียมต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก ด้วยจำนวนมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ
รายงานวิจัยตลาดจากสถาบันระดับสากลระบุว่า มูลค่าตลาดกลุ่ม Reef Aquarium ในประเทศญี่ปุ่นกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจะไต่ระดับขึ้นไปแตะ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 พันล้านบาท) ภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 8.1% ต่อปี
ปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เม็ดเงินสะพัดในธุรกิจนี้ มาจาก 2 ขาหลัก ขาแรกคือ การฟื้นตัวอย่างรุนแรงของภาคการท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound Tourism) นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ส่งผลให้อควาเรียมระดับ Top-Tier ของประเทศ มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 30% - 45%
และขาที่สองคือ กลุ่มตลาดในที่พักอาศัย (Residential Segment) ที่ผู้บริโภคคนเมืองหันมาติดตั้ง “ตู้ปลาอัจฉริยะ” หรือ Smart Aquarium ในคอนโดมิเนียมสูงถึง 68.79% เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ต้องการธรรมชาติเข้ามาเยียวยา
ปัญหาใหญ่ของประชากรในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า คือความเครียดสะสมจากการทำงานหนัก (Karoshi Culture) ทำให้นักพัฒนาอควาเรียมในญี่ปุ่นยุคนี้เลิกขาย “ความตื่นตาตื่นใจแบบหวือหวา” แต่หันมาขาย “ความสงบ” แทน
ผลวิจัยเชิงจิตวิทยาในญี่ปุ่นระบุชัดเจนว่า การมองการเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำภายใต้จังหวะที่สม่ำเสมอ และเสียงของคลื่นน้ำ สามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) รวมถึงช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจอควาเรียมจึงปรับโมเดลเข้าหาผู้ใหญ่มากขึ้น เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า "Jellyfish Space Design" หรือการสร้างห้องโถงมืดขนาดยักษ์ที่มีเพียงแสงไฟแอลอีดีเปลี่ยนสี ตัดกับความโปร่งแสงของแมงกะพรุนที่เวียนว่ายอย่างช้าๆ เช่นที่ Kamo Aquarium จังหวัดยามางาตะ ยิ่งไปกว่านั้น อควาเรียมในเมืองใหญ่หลายแห่งขยายเวลาเปิดให้บริการไปจนถึงเวลา 21.00 น. พร้อมเปิดบาร์เครื่องดื่ม เพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานออฟฟิศให้มานั่ง "ฮีลใจ" หลังเลิกงาน แทนการไปนั่งดื่มในร้านสังสรรค์แบบเดิมๆ
หากจะหาต้นแบบของอควาเรียมที่รวมเอาความล้ำทางวิศวกรรมยุคเก่า มาฟิวชันกับจริยธรรมธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คงไม่มีที่ไหนชัดเจนไปกว่า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) แห่งอ่าวโอซาก้า
ไคยูกังถือกำเนิดขึ้นในปี 1990 และสร้างประวัติศาสตร์ต้อนรับผู้เข้าชมสะสมทะลุ 100 ล้านคนได้รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โครงสร้างแกนกลางคือ “ตู้มหาสมุทรแปซิฟิก” (Pacific Ocean Tank) ปริมาตรน้ำ 5,400 ตัน ลึก 9 เมตร ที่ล้อมรอบด้วยทางเดินลาดเกลียว (Spiral Route) ให้ผู้เข้าชมค่อยๆ เดินดิ่งลึกลงไปสู่ก้นบึ้งของหัวใจมหาสมุทร แต่ในทศวรรษนี้ ความท้าทายของไคยูกังไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอลังการของกระจกอะคริลิกหนา 30 เซนติเมตร เเต่คือการตอบคำถามของสังคมโลกในเรื่อง ESG
อควาเรียมเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการรันระบบพยุงชีพของสัตว์น้ำ (Life Support Systems) ตลอด 24 ชั่วโมง ในปี 2025-2026 ไคยูกังได้ยกระดับสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ โดยการนำระบบ AI-driven Pumps มาควบคุมการกรองน้ำและแรงดันปั๊มตามความหนาแน่นของสัตว์น้ำ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในช่วงการปรับปรุงตู้ปะการังครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ไคยูกังได้เลือกใช้ผ้าใบพลาสติกรีไซเคิลทางเคมี 100% (Horizontally Recycled Blue Sheet) ในการกั้นพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งสอดรับกับนโยบายหมุนเวียนก๊าซเรือนกระจกของรัฐบาลญี่ปุ่น ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในกระบวนการซ่อมบำรุงลงถึง 65%
ประเด็นเรื่องการนำ “ฉลามวาฬ” (Whale Shark) มาจัดแสดง มักถูกตั้งคำถามจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับสากล ไคยูกังจึงเปลี่ยนบทบาทจากผู้กักขังมาเป็น “ผู้ปกป้องและวิจัย” ผ่านความร่วมมือกับสถาบันวิจัยชีววิทยาทางทะเลในจังหวัดโคจิ โดยการนำฉลามวาฬมาดูแลในตู้ยักษ์เพื่อเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการย้ายถิ่นฐาน (Biologging) และเมื่อพวกมันเติบโตจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไคยูกังจะทำทำการติดแท็กดาวเทียมและ ปล่อยกลับคืนสู่มหาสมุทรตามธรรมชาติ เพื่อให้พวกมันได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ
ในมิติของสังคม ไคยูกังยังเปลี่ยนพื้นที่ท้ายอควาเรียมให้เป็นห้องเรียนเตือนสติ โดยการนำขยะพลาสติกและเศษสิ่งแปลกปลอมที่สัตวแพทย์ผ่าเจอในท้องของสัตว์ทะเลป่าที่มารักษา มาจัดแสดงให้เยาวชนเห็นถึงวิกฤตขยะทะเล (Marine Plastic Crisis) เพื่อสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้กฎเหล็กของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำญี่ปุ่น (JAZA) อควาเรียมในยุคปัจจุบันต้องเปิดเผยที่มาของสัตว์น้ำทุกตัวอย่างโปร่งใส ห้ามมีการจัดซื้อสิ่งมีชีวิตที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และเริ่มมีการนำกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD) มาใช้ เพื่อรายงานต่อนักลงทุนว่า เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาถูกนำไปใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างไร
ความน่าสนใจของโมเดล ESG ในอควาเรียมญี่ปุ่นยุคนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายในตู้กระจกเท่านั้น แต่ลามมาถึง "กระเป๋าเงิน" ของนักท่องเที่ยวทุกคน ตอกย้ำด้วยกรณีศึกษาของ Kaiyukan Official Shop ร้านขายของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของไคยูกัง (บริเวณชั้น 3) ที่เพิ่งทำการรีโนเวทครั้งใหญ่และเปิดตัวโฉมใหม่ไปเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมา
ร้านของฝากโฉมใหม่นี้ถูกดีไซน์ขึ้นภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์น้ำจริงของเจ้าหน้าที่อควาเรียม ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำเก่า หรือกล่องไม้สำหรับขนย้ายปลา มารีไซเคิลเป็นชั้นวางและสแตนด์โชว์สินค้าเพื่อลดการใช้วัสดุก่อสร้างใหม่
ที่สำคัญ ไคยูกังยังเดินหน้าปฏิวัติแนวคิดรักษ์โลกด้วยการ "ประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด" และเปลี่ยนมาใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งการันตีว่าเนื้อกระดาษมาจากป่าไม้เชิงพาณิชย์ที่จัดการอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้ Biomass Ink หรือหมึกพิมพ์รักษ์โลกที่มีส่วนผสมจากพืชธรรมชาติในการสกรีนลายบนถุง เพื่อลดการใช้สารเคมีและปิโตรเลียม
นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ (เช่น ตุ๊กตาฉลามวาฬที่ออกแบบสรีระถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์) จะถูกส่งกลับเข้าสู่ทุนวิจัยสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยตรง ถือเป็นการปิดลูปความยั่งยืนที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อโลกก่อนเดินออกจากประตูอย่างแท้จริง
อุตสาหกรรม Aquarium ในประเทศญี่ปุ่นกำลังบอกว่า การแข่งขันในเชิงขนาดหรือการสร้างตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกขยับมาสู่อุดมการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แนวโน้มต่อจากนี้จะมุ่งไปสู่ 3 แกนหลัก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจนี้ในญี่ปุ่น ถือว่าเป็นความสามารถในการปรับตัวเพื่อบาลานซ์ระหว่าง "ตัวเลขกำไรทางธุรกิจ" และ "ดัชนีความรับผิดชอบต่อโลก" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสีน้ำเงินนี้ อยู่บนกระแสโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิงข้อมูล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง