thansettakij
thansettakij
‘ไทยออยล์’ เร่งพลังงานสะอาด กระจายเสี่ยงจัดหานํ้ามันดิบ ลดพึ่งตะวันออกกลาง

‘ไทยออยล์’ เร่งพลังงานสะอาด กระจายเสี่ยงจัดหานํ้ามันดิบ ลดพึ่งตะวันออกกลาง

14 พ.ค. 69 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 08:57 น.

ไทยออยล์ เร่งเดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด (CFP) หลังจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว มั่นใจเปิดดำเนินการปี 2571 ชี้เป็นโครงการผลิตนํ้ามันคุณภาพสูงเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยกระจ่ายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบได้ทั่วโลก ปัจจุบันสภาพคล่องลดลง 31,000 ล้านบาท จากวิกฤตตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ไทยออยล์เร่งดำเนินโครงการพลังงานสะอาด (CFP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ได้มากขึ้น 40-50%
  • โครงการ CFP จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ทำให้สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นทั่วโลกได้หลากหลายขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
  • ปัจจุบันบริษัทได้ปรับกลยุทธ์รับมือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา มาทดแทน

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการดำเนินงานว่า ในปี 2569 บริษัทยังเน้นการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด(CFP) ให้เป็นไปตามแผน โดยปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 19 % จากปริมาณงานที่เหลือทั้งหมด หลังจากที่ปรึกษาโครงการใหม่ (EPCM) เข้ามาดำเนินการต่อ มีคนงานทั้งในพื้นที่และทีมงานสนับสนุนรวมประมาณ 16,000 คน

ประสานผู้ผลิต-บริษัทขนส่ง รับมือกรณีต้องเปลี่ยนเส้นทาง

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทได้ดำเนินการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คิดเป็น 99% ของวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมด มีเพียง 1% ที่ยังมีความเสี่ยง เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการจัดส่งจากตะวันออกกลาง โดยบริษัทอยู่ระหว่างเร่งประสานงานกับผู้ผลิตและบริษัทขนส่ง ในกรณีที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง อาจจะมีค่าขนส่งและระยะเวลาจัดส่งเพิ่มขึ้น แต่จากการประเมินยังไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ ซึ่งบริษัทยังอยู่ระหว่างเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

‘ไทยออยล์’ เร่งพลังงานสะอาด กระจายเสี่ยงจัดหานํ้ามันดิบ ลดพึ่งตะวันออกกลาง

“ในการพิจารณาแผนการดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาและประเมินร่วมกับที่ปรึกษาด้านเทคนิค โดยยึดหลักความระมัดระวังแล้ว จึงมีความมั่นใจว่าโครงการ CFP จะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 โดยจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ราว 1,198 ล้านดอลาร์สหรัฐ

สำหรับ CFP เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นนํ้ามัน จากกำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน (เพิ่มขึ้น 40%) เน้นผลิตนํ้ามันมาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันที่กลั่นมีนํ้ามันเตาส่วนหนึ่งออกมา โครงการ CFP จะเปลี่ยนนํ้ามันเตาให้เป็นนํ้ามันอากาศยานและนํ้ามันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ามากขึ้น ขณะที่จะกลั่นเบนซินออกมาได้เล็กน้อย

ออกแบบเพิ่มความยืดหยุ่นรับน้ำมันดิบ-เปลี่ยนแปลงพลังงาน

อีกทั้ง โครงการ CFP ยังถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับนํ้ามันดิบ หรือรองรับการเปลี่ยนแปลงพลังงาน ทำให้โรงกลั่นสามารถเพิ่มสัดส่วนการกลั่นนํ้ามันหนัก (Heavy Crude) ได้มากขึ้น 40-50 % ช่วยลดสามารถลดต้นทุนการผลิต จัดหาได้จากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา แคนาดา หรือตะวันออกกลาง ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่านํ้ามันดิบเบา ซึ่งหากเกิดสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นอีกในอนาคต จะช่วยให้ประเทศลดความตรึงเครียดจากการจัดหานํ้ามันดิบได้จากหลายแหล่งมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ช่วยสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศได้มากขึ้น

“ในปี 2568 บริษัทรับนํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางราว 91% และแหล่งอื่นๆอีกประมาณ 9 % ซึ่งในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดจากการสู้รบในตะวันออกกลาง บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การจัดหานํ้ามันดิบเพื่อรักษาความมั่นคงของอุปทาน (Supply) โดยซื้อนํ้ามันดิบจากแหล่งอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งในเดือนเมษายน ที่ผ่านมาสัดส่วนนํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางลดลงมาอยู่ที่ราว 33 %โดยเป็นนํ้ามันดิบส่วนที่รับนอกช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด และซื้อนํ้ามันดิบจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนรวมกัน 67 % เช่น แอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกา เข้ามาทดแทน ขณะที่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถนายน ได้สั่งซื้อนํ้ามันดิบเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถดำเนินการผลิตได้สอดคล้องกับแผนการผลิตที่ได้วางไว้ แม้ว่าบริษัทจะใช้นํ้ามันดิบจากแหล่งอื่น แต่ยังคงใช้ชนิดและสัดส่วนการผสมนํ้ามันดิบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ยังคงได้สัดส่วนการผลิต ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใกล้เคียงเดิม โดยมีสัดส่วนของ Middle Distillate ที่ประมาณ 50-60 %”

รัฐขอความร่วมมือลดราคาน้ำมัน ทำกระแสเงินสดลดลง 2,800 ล้าน

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นปรับลดราคานํ้ามันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เมษายน-วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท จากยอดขายนํ้ามันดีเซลคิดเป็นประมาณ 40 % ของยอดขายผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

รวมทั้งมียอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง กว่าจะได้รับเงินชดเชยคืนก็กินเวลา 1-2 ปี จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคานํ้ามันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนนํ้ามัน

“จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการจัดหานํ้ามันดิบอยู่ในระดับสูง หากราคานํ้ามันดิบปรับตัวลดลงจากปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็จะถูกขายในราคาที่ต่ำลงไปด้วยตามราคาตลาด หากราคาตลาดโลกเริ่มปรับลดลงหลังจากนี้ไป ผลดำเนินการของบริษัทอาจประสบภาวะขาดทุนได้ ดังนั้น บริษัทจะพิจารณาหารือกับภาครัฐในอนาคตและดำเนินการที่เหมาะสมหากเกิดสภาวะขาดทุน ซึ่งบริษัทให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด และจะดำเนินการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของบริษัทฯ ”

ปัจจุบันไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกนํ้ามันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับนํ้ามันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย