thansettakij
thansettakij
นักวิจัยชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ ต้องใช้เงินให้ตรงจุด เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นักวิจัยชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ ต้องใช้เงินให้ตรงจุด เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน

14 พ.ค. 69 | 07:39 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 07:52 น.

นักวิจัยชี้ใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องออกแบบให้สอดคล้องทั้งระบบ ใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกจำเป็นต้องพิจารณาหลายมิติ

KEY

POINTS

  • นักวิจัยชี้ว่าการใช้เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสอดคล้องของทั้งระบบ เพื่อให้เกิดผลในระยะยาว
  • มีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้เงินกู้สนับสนุนพลังงานชีวมวล ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและมีกลไกสนับสนุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับพลังงานหมุนเวียนอื่นที่ต้นทุนลดลง
  • มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงประสิทธิภาพงบประมาณเดิมก่อน และพิจารณาใช้เงินกู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น แหล่งน้ำ เพื่อช่วยเกษตรกรลดการเผาอย่างยั่งยืน

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กรณีการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นักวิจัยสะท้อนว่าการออกแบบการใช้เงินจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสอดคล้องทั้งระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดผลได้จริงในระยะยาว

ดร. กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุในมุมส่วนตัวสำหรับประเด็น “การลดการเผาในภาคเกษตร” ควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศหรือไม่ โดยระบุว่า การลดการเผาในภาคเกษตรโดยตัวเองถือเป็นมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การจะเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จำเป็นต้องพิจารณาต่อว่า หากไม่มีการเผา แล้วนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าชีวมวล ก็จะถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของพลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นของการใช้เงินกู้ในส่วนนี้ ดร. กรรณิการ์ ระบุว่าภาคชีวมวลมีตลาดรองรับอยู่แล้ว โดยโรงไฟฟ้าชีวมวลมีระบบแรงจูงใจเดิม เช่น การให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมในราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ feed in tariff ซึ่งเป็นเงินเพิ่มในราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยที่ผลิตและขายเข้าสู่ระบบ

ข้อจำกัดต้นทุนและทำเล กระทบความคุ้มค่าชีวมวล

ขณะเดียวกัน ความเพียงพอของกลไกดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน เนื่องจากชีวมวลแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งในส่วนของแหล่งวัตถุดิบที่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ และต้นทุนการขนส่งที่ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นเมื่อโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้แหล่งผลิต ส่งผลให้แม้จะกำหนดราคารับซื้อในระดับเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างด้านต้นทุน จึงเป็นคำถามต่อว่าแรงจูงใจที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่

เข้าใจว่าเป็นการมองในระยะยาว เพื่อหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยชีวมวลอาจเป็นหนึ่งในคำตอบ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

ดร. กรรณิการ์ ได้ยกตัวอย่างว่า เทคโนโลยีโซลาร์มีต้นทุนลดลงมากในปัจจุบัน จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการใช้งานในภาคครัวเรือน อาคารสำนักงาน และการใช้งานร่วมกับยานยนต์ไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่สามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานหลายรูปแบบ และต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตต่อหน่วยในแต่ละเทคโนโลยี

มองว่าไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลอาจมีบทบาทช่วยสนับสนุนประเทศในระยะยาว โดยสามารถช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง

ใช้เงินกู้ต้องควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพงบเดิม

ด้าน รศ.วิษณุ อรรถวานิช รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจเพื่อสังคม และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุเพิ่มเติมว่า การใช้เงินกู้หากสามารถนำไปใช้ได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ แต่ประเด็นสำคัญยังคงอยู่ที่ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิม

หากภาครัฐยังคงใช้งบประมาณในรูปแบบเดิม เช่น การแจกเงินเยียวยา โดยไม่ได้ยกระดับประสิทธิภาพ ไม่ได้เพิ่มภูมิคุ้มกัน และไม่ได้ลดการเผา ก็ควรมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพก่อน หากยังไม่เพียงพอจึงค่อยพิจารณาการใช้เงินกู้เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การดำเนินนโยบายไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นเฉพาะการลดการเผาโดยตรง แต่สามารถดำเนินการผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่นอกเขตชลประทานยังขาดแคลนแหล่งน้ำ ซึ่งการเข้าถึงแหล่งน้ำจะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้วิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แทนการเผา

มองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เนื่องจากสามารถสร้างประโยชน์ในระยะยาว และในขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในภาคเกษตรได้ควบคู่กันไป