thansettakij
thansettakij
จากเสรีสู่การควบคุม จุดเปลี่ยนโครงสร้างราคานํ้ามันไทยในกำมือรัฐ

จากเสรีสู่การควบคุม จุดเปลี่ยนโครงสร้างราคานํ้ามันไทยในกำมือรัฐ

08 พ.ค. 69 | 10:15 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 10:15 น.

ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุซ้ำและราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง ไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อรัฐใช้อำนาจคุมราคาน้ำมันตั้งแต่หน้าโรงกลั่นถึงสถานีบริการ สะท้อนการสิ้นสุดยุค “ตลาดเสรี” และเปิดฉากโครงสร้างพลังงานใหม่ที่รัฐถืออำนาจเต็มมือ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจากกลไกตลาดเสรีมาเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุมโครงสร้างราคาน้ำมันโดยตรงตั้งแต่ระดับโรงกลั่น
  • ภาครัฐผ่านคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) บังคับให้โรงกลั่นรายงานต้นทุนอย่างละเอียดและใช้ราคาอ้างอิงเป็นเพดานในการกำหนดราคาขาย
  • แม้มาตรการนี้จะช่วยลดค่าครองชีพในระยะสั้น แต่นักวิชาการเตือนถึงความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการลงทุนและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้กลับมาตรึงเครียดอีกครั้ง หลังจากหยุดสู้รบไป 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคานํ้ามันในตลาดโลกกลับมาพุ่งทะยาน ซึ่งต้องติดตามว่าหลังจากนี้ไป คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน จะงัดมาตรการปรับลดราคานํ้ามันหน้าโรงกลั่นลงอีก 3 บาทต่อลิตรหรือไม่ หลังจากที่ดำเนินการปรับลดไปแล้ว 5 บาทต่อลิตร ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นี้

 มีเสียงสะท้อนจากผู้รู้ นักวิชาการ และคนในวงการอุตสาหกรรมนํ้ามันมากมาย ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการควบคุมราคาแบบเบ็ดเสร็จ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และพระราชบัญญัติการค้านํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อเข้าควบคุมตั้งแต่ราคา ณ โรงกลั่นไปจนถึงราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการนํ้ามัน แทนการปล่อยให้กลไกตลาดเสรีทำงานอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคสมัยของตลาดนํ้ามันเสรีในประเทศไทยกำลังสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยระบบที่รัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งรากฐานของการใช้อำนาจรัฐในลักษณะนี้ มีที่มาจากการปูทางไว้ตั้งแต่ปี 2562 โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มอบอำนาจให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีสิทธิในการกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่น เพื่อกดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการนํ้ามันให้ลดลงตามความต้องการของรัฐบาล

มาตรการนี้ส่งผลกระทบต่อโรงกลั่นนํ้ามันทั้ง 6 แห่งของประเทศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปตท. อย่างไทยออยล์, ไออาร์พีซี และ พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือโรงกลั่นในกลุ่มบางจากและเอสโซ่เดิม รวมถึงสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ซึ่งทั้งหมดต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

จากเสรีสู่การควบคุม จุดเปลี่ยนโครงสร้างราคานํ้ามันไทยในกำมือรัฐ

โดยเฉพาะประกาศกระทรวงพลังงาน ที่บังคับให้โรงกลั่นต้องรายงานต้นทุนการผลิตแบบละเอียดยิบ ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ก่อนเที่ยงของทุกวันศุกร์ ข้อมูลที่รัฐต้องการไม่ได้มีเพียงแค่ราคานํ้ามันดิบอ้างอิงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าตอบแทนนายหน้า ค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปจนถึงต้นทุนภายในอย่างค่าไฟฟ้า ค่านํ้า ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง และแม้กระทั่งค่าเสื่อมราคาจากเงินลงทุนและดอกเบี้ย การเรียกดูข้อมูลในระดับลึกเช่นนี้ร่วมกับการกำหนดว่าราคาขายจริง ต้องไม่สูงกว่าราคาอ้างอิงที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดไว้ ยิ่งตอกยํ้าภาพของการเปลี่ยนบทบาทรัฐ จากการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ไปสู่การเป็นผู้ควบคุมราคาอย่างแท้จริง

หากพิจารณาถึงธรรมชาติของธุรกิจโรงกลั่นที่ผ่านมา จะพบว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีวัฏจักรขึ้นลง มีทั้งช่วงที่กำไรสูงและช่วงที่เผชิญกับการขาดทุน โดยปกติแล้ว สนพ. จะจัดทำราคาอ้างอิงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ให้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเข้าไปบริหารจัดการเพื่อลดความผันผวนของราคาขายปลีก โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายราคาจริงที่โรงกลั่นได้รับ แต่ในปัจจุบัน รัฐกลับเลือกที่จะใช้ราคาอ้างอิงนั้นเป็น “เพดาน” ในการควบคุมราคาทั้งระบบ

 นักวิชาการอย่างอาจารย์พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้ตั้งข้อสังเกตและเตือนว่า แม้รัฐจะสามารถเรียกเก็บกำไรส่วนเกินในช่วงวิกฤตได้ แต่ควรเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเท่านั้น และรัฐต้องมีความเป็นธรรมด้วยการกำหนดนโยบายแบบ “สมมาตร” คือเมื่อโรงกลั่นประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ราคานํ้ามันโลกลดลงอย่างรวดเร็ว รัฐก็ต้องมีกลไกเข้าไปชดเชยการขาดทุนนั้นด้วยเช่นกัน

 ผลกระทบในระยะสั้นของนโยบายนี้ อาจดูเหมือนเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนผ่านราคานํ้ามันที่ถูกลง ซึ่งแน่นอนว่า จะช่วยลดค่าครองชีพและสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การแทรกแซงที่ขาดความสมดุล อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากผู้ประกอบการเห็นว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้การควบคุมของรัฐ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนตํ่าเกินไป ไม่จูงใจนักลงทุน หรือกระทบต่อการปันผลและการขยายธุรกิจ อาจตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจนนํ้ามันในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไทยจะต้องนำเข้านํ้ามันสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่าเข้ามาแทน และท้ายที่สุดภาระต้นทุนทั้งหมดก็จะถูกผลักกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้นํ้ามันอยู่ดี

ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างค่าครองชีพของประชาชน กับเสถียรภาพพลังงาน จึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นนโยบายที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการใช้อำนาจทางการเมืองแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการนำโครงสร้างเสรีที่สร้างสมมานานหลายสิบปี ไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนในอนาคต การใช้กฎหมายควบคุมที่เข้มงวดเช่นนี้ อาจดูเหมือนเป็นชัยชนะของรัฐบาลในการจัดการราคานํ้ามัน แต่ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงอาจรออยู่ในวันที่กลไกตลาดถูกทำลาย จนไม่อาจฟื้นฟู และความมั่นคงทางพลังงานของชาติถูกสั่นคลอนจากการแทรกแซงที่เกินขอบเขต