

KEY
POINTS
ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดประชุมกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast) เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP2026 โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงสมมติฐานให้สอดคล้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในปัจจุบัน
การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ครั้งนี้ มีการกำหนดกรอบเวลาตั้งแต่ปี 2569-2593 หรือเป็นแผนระยะยาว 25 ปี โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ 2.56% ปรับลดลงจากแผนเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงจำนวนประชากรในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราติดลบที่ 0.21% ต่อปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในระยะยาว และยังมีการนำปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิและปริมาณนํ้าฝนมาเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานเพื่อให้การพยากรณ์มีความแม่นยำสูงสุด
พร้อมทั้งได้มีการนำโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตเข้ามาพิจารณา โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้โครงสร้างระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนและมีการกระจายตัวมากขึ้นกว่าในอดีต
การพยากรณ์ในครั้งนี้ได้ระบุถึงความต้องการใหม่ (New Demand) ซึ่งเป็นโครงการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนและยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในประมาณการ GDP ปกติ ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HST) ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการไฟฟ้า ปี 2593 อยู่ที่ประมาณ 3,552 ล้านหน่วย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางราง (MRT) ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครราชสีมา ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 708 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน
อีกทั้ง ยังมีความต้องการไฟฟ้าจากการขยายตัวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่ง สกพอ. ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ทั้งหมด ปี 2593 ไว้สูงถึง 9,639 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วน 26.8%
ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนพ. ได้ปรับเปลี่ยนสมมติฐานตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากข้อมูลจริงและแนวโน้มการเติบโตในปัจจุบัน ซึ่งมีการปรับเลื่อนเป้าหมายสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลออกไป 1 ปี และรถประเภทอื่นออกไป 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดจริง
โดยมีการประมาณการจำนวนรถ EV ในปี 2593 ว่าจะมีรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PC) สูงถึง 13.55 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ (MC) 10.8 ล้านคัน และรถประเภทอื่นๆ ส่งผลให้ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม EV ปี 2593 พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย ที่สำคัญคือการชาร์จรถ EV จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เวลาการเกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ เปลี่ยนจากช่วงกลางวันเวลา 14.30 น. ไปเป็นช่วงกลางคืนเวลา 21.00 น. หรือ 22.30 น. ตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค
นอกจากนี้ Data Center ถือเป็นตัวแปรใหม่ โดย สนพ. ได้ประเมินความต้องการไฟฟ้าออกเป็น 3 กรณีตามปริมาณการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจริงต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในกรณีตํ่าพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีความชัดเจน (ได้รับส่งเสริมและอยู่ระหว่างการขอรับส่งเสริมจาก BOI) และมีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า ปี 2593 จะมีความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่ 6,799 เมกะวัตต์ ส่วนกรณีกลางรวมกลุ่มที่มีศักยภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับจะมีปริมาณอยู่ที่ 8,811 เมกะวัตต์
อีกทั้ง ยังมีการพิจารณาโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ กฟน. บริเวณถนนบางนา-ตราด ซึ่งจะเพิ่มความต้องการไฟฟ้าอีกประมาณ 34 ล้านหน่วยในปี 2593
อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ได้นำปัจจัยที่จะมาช่วยลดภาระการผลิตไฟฟ้าจากระบบหลักเข้ามาพิจารณา ได้แก่ เป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน ตามแผน EEP ที่คาดการณ์จะเกิดผลประหยัดในแผนระยะยาว (Long-Term Plan) ไว้ที่ 112,241 ล้านหน่วย และหากมีการลงทุนเพิ่มอีก 40 % จะสามารถประหยัดได้ถึง 144,377 ล้านหน่วย
ขณะที่แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) โดยเฉพาะ Solar Rooftop ร่วมกับระบบแบตเตอรี่ ใน
ปี 2593 จะมความต้องการใช้อยู่ที่ 21,034 เมกะวัตต์ เป็นกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา 16,787 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยกักเก็บพลังงานในช่วงกลางวัน 20% เพื่อนำมาใช้ในช่วง Peak หัวคํ่าที่มีค่าไฟฟ้าสูง ซึ่งเป็นแนวทางที่คุ้มค่าสูงสุดในการลดภาระระบบหลัก
ส่วนการผลิตไฟฟ้าใช้เองจาก Solar Floating ในพื้นที่อ่างเก็บนํ้าของนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดราว 3 หมื่นไร่ มีศักยภาพที่คาดว่าจะติดตั้งได้สูงถึง 6,624 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้อย่างมาก
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสุทธิของระบบ 3 การไฟฟ้า ในกรณีพื้นฐานตํ่า (BASE Low) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ Data Center เติบโตในระดับตํ่าและมีการอนุรักษ์พลังงานในระดับที่มีการลงทุน 40 % คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.9 % ต่อปี และมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้รวม 386,081 ล้านหน่วย
ส่วนกรณีพื้นฐานสูง (BASE High) ที่ Data Center เติบโตในระดับปานกลางและมีการอนุรักษ์พลังงานตามแผนปกติ คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,652 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น77,374 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือ เติบโตเฉลี่ย 3.23 % ต่อปี และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง แต่ความต้องการไฟฟ้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า
รวมถึงได้มีการพิจารณานโยบายที่จำเป็นในอนาคต เช่น การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมกับพฤติกรรมใหม่ การนำระบบบริหารจัดการการอัดประจุอัจฉริยะ (Smart Charge) มาใช้กับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของโหลด การสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบส่งและระบบจำหน่ายเพื่อรองรับ Data Center ในพื้นที่ต่างๆ
อีกทั้ง การเปิดให้ใช้โครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (TPA) และการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือจาก IPS เพื่อสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การปรับปรุงค่าพยากรณ์ให้มีความแม่นยำสูงสุด เพื่อยกระดับการวางแผนพลังงานของไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีและสร้างความมั่นคงในระยะยาวอย่างยั่งยืน
การการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 เพื่อยกระดับการวางแผนพลังงานของประเทศ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง