thansettakij
ไทยเร่งเป้า Net Zero เหลือปี 2050 ขยายชุมชนคาร์บอนต่ำเฟส 2
net-zero

ไทยเร่งเป้า Net Zero เหลือปี 2050 ขยายชุมชนคาร์บอนต่ำเฟส 2

In Brief

  • รัฐบาลไทยปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050 เพื่อรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาขับเคลื่อนโครงการ "ชุมชนคาร์บอนต่ำ" ระยะที่ 2 เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
  • โครงการระยะที่ 2 มุ่งเน้นการขยายผลเครื่องมือ "บันได 9 ขั้น" เพื่อประเมินความพร้อมของชุมชน และส่งต่อโมเดลให้หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ในระดับนโยบาย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของไทยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท ปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “อากาศรวน” ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050

ภายใต้กรอบดังกล่าว แนวคิด “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” ถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาวิชาการ “เริ่มด้วยใจ เปลี่ยนผ่านไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ ระยะ 2” ภายใต้โครงการคุณธรรมในสังคมไทยท่ามกลางกระแสสังคมคาร์บอนต่ำในมิติชุมชนและมิตินโยบาย ระยะที่ 2 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นวาระเชิงโครงสร้างของประเทศ และการดำเนินการต้องเริ่มจากระดับชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานกำหนดนโยบาย พร้อมระบุว่า วช. สนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ ต้นแบบ และกระบวนการที่สามารถนำไปใช้จริงและขยายผลได้ในระดับประเทศ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

โครงการระยะที่ 2 มุ่งดำเนินการ 2 แกนหลัก ได้แก่ การขยายเครื่องมือ “บันได 9 ขั้น” ซึ่งใช้ประเมินระดับความพร้อมของบุคคลและชุมชน ตั้งแต่ขั้นตระหนักรู้ ลงมือทำ ไปจนถึงการสร้างระบบที่ยั่งยืน

การส่งต่อเครื่องมือและโมเดลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อขยายผลในระดับนโยบาย

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า หลายภูมิภาคของไทยเผชิญภัยพิบัติรุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เร็วขึ้น 15 ปี

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปัจจุบันมีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) กว่า 300,000 คน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ ตั้งแต่การรณรงค์บริโภคอย่างมีสติ การจัดการขยะ การส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และการส่งเสริมเกษตรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการประยุกต์ผลงานวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหา แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต กรมฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันก่อนเกิดภัย ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาภายหลัง

โดยใช้โมเดล “บันได 9 ขั้น” เป็นคู่มือที่ย่อยข้อมูลวิชาการที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งบูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าชุดโครงการฯ ระบุว่า การจัดงานสัมมนาวิชาการครั้งนี้เป็นการสานต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยคุณธรรมของไทย โดยเน้นบทบาทของชุมชนผ่านการนำเสนอผลจากการวิจัยและต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ

เเละยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในการยกระดับชุมชนของไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้สำเร็จตามเป้าหมายของประเทศที่ผูกพันไว้ในเวทีสากลได้

รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าชุดโครงการฯ

นอกจากจะมีการมอบประกาศนียบัตรต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำจำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย เครือข่าย ทสม. 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สระบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ และเลย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา และเทศบาลตำบลอุโมงค์ 

ช่วงท้ายของงาน เวทีเสวนาถูกจัดต่อเนื่องเป็นสองช่วง เริ่มจากหัวข้อ “เสียงจากพื้นที่ คุณธรรมกับสังคมคาร์บอนต่ำ: เมื่อหัวใจนำทาง การเปลี่ยนแปลงก็ยั่งยืน” เปิดพื้นที่ให้ตัวแทน 9 คน จากเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขึ้นร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวทีเดียวกัน

จากนั้นเป็นวงเสวนา “ถอดบทเรียนคุณธรรม: สู่เส้นทาง Net Zero ของไทย” ซึ่งมีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเนื่อง

ตลอดการจัดงานสัมมนาวิชาการครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 100 คน บรรยากาศการแลกเปลี่ยนดำเนินไปตั้งแต่ช่วงการนำเสนอไปจนถึงเวทีเสวนาปิดท้าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องจากหลายสาขาเข้าร่วมในเวทีเดียวกัน