KEY
POINTS
รายการที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการประชุม World Economic forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในปีนี้ คงหนีไม่พ้นการปราศรัยของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา ที่ตลอดระยะเวลานานกว่า 70 นาทีนั้น แม้จะวกวนบ้าง แต่ก็ตรงไปตรงมาด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยการบูลลี่ โอ้อวด ข่มขู่ ด้อยค่าต่อทุกประเทศ ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู เรียกความเงียบกริบทั้งห้องประชุม
ซึ่งต่างตอนเริ่มต้นที่ดูคึกคัก โดยต่างจากคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี แคนาดา นาย มาร์ก คาร์นีย์ ที่ผู้ฟังทั้งห้องประชุมลุกยืนขึ้นปรบมือให้ และคำกล่าวที่ถือว่าประโยคทองของการปราศรัยของเขาในวันนั้นที่ว่า we are in the midst of rupture ,not a transition หรือเรากำลังอยู่ในยุคของการแตกสลาย ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน
คำกล่าวสั้น ๆ ความหมายลึก ๆ แสดงสถานการณ์ของโลกที่ชัดเจนในวันนี้ว่า วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ของการล่มสลายของกฎกติกาเดิม ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด และคำปราศรัยของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันต่อมาก็ยืนยันสิ่งนั้นชัดเจนขึ้นว่ากติกาโลกกำลังเกิดขึ้นใหม่ โดยมีสหรัฐอเมริกาต้องเป็นศูนย์กลางและผู้นำ และเป็นโลกที่ไม่มีพันธมิตร มีแต่ผู้นำและผู้ตามเท่านั้น
โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ในยุคที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยคาดคิด และไม่เคยคิดว่าจะเจอ เราไม่เคยคิดว่าวันนี้ประเทศที่เราถือว่าเป็นผู้รักษากติกาโลก หรือตำรวจโลก ที่ทั้งโลกใว้เนื้อเชื่อใจและศรัทธา และเดิมตามกติกานั้น ๆ ทั้งระบบการปกครอง จนถึงความเชื่อและค่านิยม ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ทำลายกติกา แหกกฎ ที่ตนเองสร้างและสถาปนาตนเองเป็นคนคุมกฏนั้น ๆ ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
โดยเหตุผลสารพัดทั้งข่มขู่ ทวงบุญคุณ หยามเหยียด ซึ่งทำให้บางประเทศยอมเป็นลูกไล่ บางประเทศถอยห่างดูทีท่าก่อน แต่ที่แน่ ๆ คือ ทุกประเทศมองเห็นว่าภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกาคือความท้าทายและความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
แม้ว่าสหรัฐฯ กำลังจะสร้างกฎกติกาโลกขึ้นมาใหม่ ผ่านการเริ่มต้นตั้งคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ (Board of Peace) โดยทรัมป์จะขอเป็นประธานเอง และสามารถระดมผู้ตามมาเป็นสมาชิกหลายสิบประเทศก็ตาม แต่กติกาใหม่นี้จะอยู่บนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจ (Trust) และความศรัทธาต่อผู้รักษากฎกติกาดั่งแต่ก่อน
ดังนั้นต่อไปนี้ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ที่กรรมการอ้างถึงก็จะถูกตั้งคำถาม สงสัย และพานถูกสันนิษฐานว่ากำลังหาประโยชน์ให้ตนเอง บางทีอาจมาถึงจุดที่เราต้องตั้งคำถามค่านิยมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเสรีนิยม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันต่อผู้ที่เคยเป็นผู้นำในการโปรโมท และผลักดันให้ทุกคนทำตาม และยิ่งการศึกษาที่บอกว่าความนิยมและความน่าสงสัยในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ดีจริงหรือไม่ หรือถ้าจะดีจริงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง มีองค์ประกอบอะไรเสริม เพราะการพัฒนาของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจสังคม และการเมือง เหมือนที่สร้างความคาดหวังไว้
โดยเฉพาะตอนนี้ความแตกต่างของชนชั้น ยิ่งมีสูงขึ้น รวมทั้งสภาพสังคมในสหรัฐอเมริกาเองที่พฤติกรรมประธานาธิบดีและการกระทำไม่ใช่แม่แบบของเสรีนิยมในอุมคติที่วาดภาพให้เราเดินตามแน่ ๆ เพราะทั้งการเนรเทศผู้อพยพ ความเหลี่ยมล้ำ การออกคำสั่งบริหารต่าง ๆ หรือคำขู่ที่จะเล่นทุกคนที่มีความคิดตรงข้ามตนเอง รวมถึงการไล่ล่าผู้อพยพของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ที่ทำตัวเหมือนตำรวจแกสตาโปไล่ล่าคนยิวในยุคสมัยฮิตเลอร์ อย่างไงอย่างงั้น ซึ่งเราไม่คิดว่าจะเห็นจากประเทศที่เป็นผู้รักษากฎ และเคยประณามต่อว่าคนอื่น ๆ ที่เคยทำแบบนี้มาก่อนจะกลายเป็นคนทำเองในวันนี้ นึกถึงตอนออกข่าวประณามไทยเรื่อง “อุยกูร์” ไปไม่นาน เทียบกันแล้ว ของเรา “จิ๊บ ๆ” เลย
ต่อจากนี้ไปเราคงจะเห็นหลายประเทศพยายามที่จะลดความเสี่ยงในการสังคกรรมร่วมกับสหรัฐฯ ที่ทำตัวเป็นกรรมการ และเป็นกรรมการที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือ De-risk from USA แต่คำถามก็คือ หากกรรมการยังเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด ถืออาวุธอยู่ในมือ มีกำลังมากพอในการบังคับ โดยอ้างความชอบธรรมตามกติกาที่ตนเองคิด ตีความได้เปรียบของตนเอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการบังคับ ทำร้าย ขู่เข็ญ เพื่อให้เขาได้ตามที่เขาต้องการ น่าติดตามว่าโลกนี้เราจะอยู่กันอย่างไร
ปิดท้าย หันมามองที่บ้านเราวันนี้ คนที่ถือกฎระเบียบนั้นในทุกระดับ ได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชนมากน้อยเพียงใด ทั้งระดับการเมือง ข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ ว่าเป็นผู้รักษากติการอย่างสุจริต ตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือเพื่อประโยชน์ตนเอง และเราคงไม่ต้องบอกนะครับเรื่องนี้เร่งด่วนเพียงใด เพราะวันนี้การดีเบตการเลือกตั้ง คนให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาปากท้องน้อยกว่าการแก้ปัญหาคนโกง