วันที่ 23 มกราคม 2569 เมื่อต้นเดือนมกราคม 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเชิญกว่า 50 ประเทศเข้าร่วม "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) องค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่ทรัมป์จะดำรงตำแหน่งประธานตลอดชีพ เงื่อนไขเข้าเป็นสมาชิก ทรัมป์กำหนดเงื่อนไขสมาชิกภาพว่า ประเทศหรือสมาชิกที่ต้องการ ‘ที่นั่งถาวร’ ในคณะกรรมการ Board of Peace จะต้องจ่ายเงินสนับสนุนจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่จ่ายจะมีวาระดำรงตำแหน่งเพียง 3 ปีเท่านั้น
เงินทั้งหมดที่ระดมทุนได้จะนำไปใช้ในการฟื้นฟูฉนวนกาซา พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการจ่ายเงินเดือนในระดับที่สูงมหาศาลหรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับระบบบริหารจัดการ และคาดว่า ทรัมป์และทำเนียบขาวจะประกาศสมาชิกของบอร์ดเหล่านี้เพิ่มเติมอีกในภายหลัง
ล่าสุดวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา สหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม ‘คณะกรรมการแห่งสันติภาพ (Board of Peace )’ ที่ได้รับการผลักดันโดยประธานาธิบดีทรัมป์
ซึ่งจะจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
1,000 ล้านดอลลาร์ ที่นั่งสันติภาพ VS พลังงานสะอาด
เมื่อพิจารณาราคาเมมเบอร์ คำถามที่น่าสนใจกว่า คือ เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ มีค่ามากแค่ไหน หากไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อซื้อ "เสียง" ในห้องประชุมระหว่างประเทศ แต่นำไปลงทุนในพลังงานสะอาด โลกจะได้อะไร ประเทศที่ต้องตัดสินใจว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย ควรพิจารณาอะไรบ้าง
ฐานเศรษฐกิจ พาไปดูว่า ด้วยเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์เดียวกันนี้ สามารถสร้างพลังงานสะอาดได้มากพอที่จะเปลี่ยนอนาคตของประเทศ จ่ายไฟให้นับแสนครัวเรือน สร้างงานหลายพันตำแหน่ง และลดก๊าซเรือนกระจกเป็นล้านตัน
โซลาร์ฟาร์มเต็มรูปแบบ งบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์
- โรงไฟฟ้าโซลาร์ 800-1,000 เมกะวัตต์ (MW) เทียบเท่า 800-1,000 โรงไฟฟ้าขนาด 1 MW
ผลผลิต
- ผลิตไฟฟ้าปีละ 1.2-1.7 ล้าน MWh
- จ่ายไฟให้ 160,000-200,000 ครัวเรือน (ราว 500,000-600,000 คน) ครอบคลุมพื้นที่เท่ากับเมืองขนาดกลาง
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 600,000-850,000 ตัน/ปี เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 30-40 ล้านต้น
รายได้
- ขายไฟได้ 90-130 ล้านดอลลาร์/ปีคืนทุนภายใน 8-12 ปี อายุการใช้งาน 25-30 ปี
ฟาร์มลมบนบก งบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์
- ฟาร์มลมขนาด 550-830 MW
- กังหันลม 250-400 ต้น (ขนาด 2-3 MW/ต้น)
ผลผลิต
- ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1.3-2.0 ล้าน MWh (ขึ้นกับสภาพลม)
- จ่ายไฟให้ 110,000-166,000 ครัวเรือน
- ข้อจำกัด ผลิตไฟได้เฉลี่ย 30-40% ของเวลา (ตามสภาพลม)
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 650,000-1,000,000 ตัน/ปี
รายได้
- ขายไฟได้ 100-150 ล้านดอลลาร์/ปี
- คืนทุนภายใน 7-10 ปี
โซลาร์ + แบตเตอรี่ งบประมาณ1,000 ล้านดอลลาร์
- จัดสรรงบ โซลาร์ฟาร์ม 600 MW 600 ล้านดอลลาร์
- ระบบกักเก็บพลังงาน 600 MW / 2,400 MWh 300 ล้านดอลลาร์
- โครงสร้างพื้นฐาน + สายส่ง 100 ล้านดอลลาร์
ข้อดีเด่น
- จ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (เก็บพลังงานกลางวันใช้กลางคืน)
- จ่ายไฟให้ 120,000 บ้านตลอดเวลา
- มีเสถียรภาพสูง ไม่พึ่งพาแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว
ผลกระทบ
- ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 500,000 ตัน/ปี
- รายได้จากขายไฟ 75-115 ล้านดอลลาร์/ปี
- ต้นทุนไฟฟ้าที่ใช้ได้ตลอด $76/MWh
โครงการหลากหลาย (Diversified Portfolio) งบประมาณ1,000 ล้านดอลลาร์
จัดสรรงบ
- โซลาร์ฟาร์ม 400 MW 400 ล้านดอลลาร์
- ฟาร์มลม 200 MW 280 ล้านดอลลาร์
- ระบบกักเก็บพลังงาน 1,600 MWh 200 ล้านดอลลาร์
- สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2,000 จุด 80 ล้านดอลลาร์
- โครงสร้างพื้นฐาน 40 ล้านดอลลาร์
ข้อดี
- กระจายความเสี่ยง (ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีเดียว)
- รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
- จ่ายไฟให้ 80,000-100,000 ครัวเรือน
ผลกระทบเพิ่มเติม
- รองรับรถยนต์ไฟฟ้า 40,000-60,000 คัน
- สร้างงาน 8,000-12,000 ตำแหน่ง
อ้างอิงข้อมูล
ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
- Solar Energy Industries Association (SEIA) - 2024-2025
- National Renewable Energy Laboratory (NREL)
- Lazard's Levelized Cost of Energy Analysis (LCOE)
ต้นทุนพลังงานลม (Wind Energy)
- American Clean Power Association (ACP)
- U.S. Department of Energy - Wind Vision Report
ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage)
- BloombergNEF - Battery Price Survey 2024-2025
- Energy Storage Association
วิธีการคำนวณคาร์บอนไดออกไซด์
- U.S. Environmental Protection Agency (EPA)